นักวิชาการ ต่างประเทศมากมาย ต่างกล่าวถึงประโยชน์อันมหาศาลของ “Dark Chocolate” หรือช็อกโกแลตแบบเข้ม โดยพบว่าต้นเหตุสำคัญของประโยชน์มากมายคือสาร “Flavonoids” ในโกโก้ ที่ใช้นำมาเป็นวัตถุดิบในการทำช็อกโกแลต
สาร Flavonoids ถูกค้นพบครั้งแรก ๆ ที่เกาะแห่งหนึ่งในปานามา โดยนักวิจัยพบว่า ชาวท้องถิ่นส่วนใหญ่บนเกาะ บริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโกโก้สูงเป็นประจำ พร้อมกับการค้นพบสถิติการเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน ของประชาการในเกาะว่ามีอัตราที่ต่ำมาก จึงได้เริ่มการสำรวจหาความเกี่ยวข้องของปัจจัยทั้งสองอย่างขึ้น
สาร “Flavonoids” ในโกโก้มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยปกป้องเส้นเลือดไม่ให้ขาดออกซิเจน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หากร่างกายได้รับสาร “Flavonoids”อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ระบบเลือดและทุกส่วนที่เชื่อมต่อมีความแข็งแรง ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
นอกจากนี้นักวิจัยยังค้นพบว่าใน Dark Chocolate ยังมีสารโกโก้ลิเคียวร์ หรือ Pholyphenolsที่สามารถช่วยลดความรุนแรงของภาวะเพลียเรื้อรัง อย่างเช่นอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะและความจำแย่ลงได้ โดยนักวิจัยได้ทำการทดสอบกับกลุ่มของผู้ป่วยโรคเพลียเรื้อรังจำนวน 10 ราย
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกจะให้รับประทานดาร์กช็อคโกแลตที่มีปริมาณของโกโก้สูงปริมาณ 15 กรัม วันละ 3 ครั้ง และอีกกลุ่มหนึ่งให้รับประทานช็อคโกแลตรสที่มีรสชาติใกล้เคียงกับกลุ่มแรก แต่มีระดับของโกโก้ต่ำ ซึ่งผลการศึกษาที่ได้จากการติดตามผลเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยโรคเพลียเรื้อรังที่รับประทานดาร์กช็อกโกแลตจะมี อาการดีขึ้นมากกว่าผู้ที่รับประทานช็อคโกแลตที่มีโกโก้น้อย หรือช็อคโกแลตที่มีโพลีฟีนอลต่ำ
นอกจากนี้การรับประทาน Dark Chocolate ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ ลดความดัน ลดความเสี่ยงต่ออาการชักและหัวใจวาย ลดภาวะไขมันในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ ปกป้องจากUVตัวการก่อมะเร็งผิวหนัง ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาการข้อต่ออักเสบ ทั้งนี้ สาร Flavonoids นอกจากจะพบในโกโก้แล้วยังสามารถพบได้จาก[ลูเบอรี่ แครนเบอรี่ ถั่วแดง ผัก ผลไม้สีแดงและสีเหลือง ชาเขียว เป็นต้น
การรับประทานช็อคโกแลตยังไงก็ต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะพอควร มิเช่นนั้นอาจเป็นโทษต่อสุขภาพได้นะจะบอกให้ ♦










