“ต่อ” น้ำตาคลอ ยก “ต๋อง วงทู” เป็นเพื่อนแท้ เชื่อห่วงเรื่องลูก ยันจัดคอนเสิร์ตต่อหาเงินให้หลาน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สำหรับพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมของอดีตนักร้องชื่อดังยุค 90 “ต๋อง วงทู” หรือ นายสุรพันธ์ จำลองกุล” ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี “ต่อ สหภาพ” คู่ดูโอ้วงทู ได้ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาถึงการสูญเสียเพื่อนแท้ในครั้งนี้ โดยเล่าว่า…
อ่านข่าวต่อ : บรรยากาศงานสวดพระอภิธรรม “ต๋อง วงทู” คืนแรก เพื่อนศิลปินร่วมอาลัยแน่นศาลา

“คือเมื่อปลายปีที่แล้ว ต๋องก็บอกว่าเราไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันเลย 28 ปีมั้ง เนื่องจากต่างคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง ต๋องก็ไม่ได้สนใจเรื่องจะไปเล่นคอนเสิร์ตอะไร รับงานอะไร จนวันนึงต๋องเขาก็รู้สึกว่าเราเริ่มโตแล้ว อยากจะทำวง ไปรับงานแล้วเที่ยว ไปกินไป ก็เลยเรียกมาคุยกัน แล้วหลังจากคุยกันว่าจะทำวง ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายปีพอดี แล้วคุณเป้ ไฮร็อก ก็ชวนไปเล่นงานที่รับงานของเพื่อนเขาไว้ที่เพชรบูรณ์ ก็ปรากฏว่าตอนนั้นคุณต๋องคอบวม แล้วก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร ไปถึงเราก็เล่นคอนเสิร์ตกันด้วยความสนุกสนาน ต๋องเขาก็โทรมาอัปเดตด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบนะ ปกติ ก็คือไม่ได้วิตกกังวลอะไร บอกว่าตรวจชิ้นเนื้อแล้วเป็นมะเร็ง เขาก็บอกว่าเป็นที่โพรงจมูก เราก็ให้กำลังใจ เดี๋ยวนี้มะเร็งรักษาหาย บางคนอยู่ได้เป็น 10-20 ปียังมีเลยนะ มีอะไรก็บอกนะ เขาก็บอกว่าได้แผนการรักษามาแล้ว ว่าจะต้องทำคีโม ฉีดคีโมประมาณ 6 ครั้ง อย่างแรกต้องถอนฟันก่อน แล้วรอให้ยุบ แล้วก็ทำฉายแสง ก็เลยคิดว่าถ้ายังไงก็ค่อยติดต่อมา
.jpg)
หลังจากนั้นก็เงียบไป ต๋องก็ดำเนินเข้าทำการรักษาครั้งที่ 2 เขาก็โทรมาบอก เขายังมีเสียงคุย เราคิดว่าคงไม่มีปัญหา เพราะหลายๆ คนที่เคยเจอบางคนไป 20 กว่าครั้งยังไม่เป็นไร เราก็คิดว่าเพื่อนเราคงจะไหว พอมาอีกทีนึงเขาก็บอกว่าเขากำลังเข้าทำการรักษาครั้งที่ 3
.jpg)
จากนั้นก็คิดว่าไม่มีอะไร ปรากฏว่ามารู้อีกทีหลานบอกว่าเขาปวดตามข้อ แล้วก็เป็นสะเก็ดเงินทั้งตัว ซึ่งเป็นผลจากน่าจะภูมิที่มันตกจากการทำคีโม ก็เลยทำให้มีอาการเหล่านี้ จากนั้นก็เริ่มเดินไม่ได้ นอนติดเตียง มันเป็นช่วงเวลาที่เร็วมาก เร็วจริงๆ พอผมทราบปุ๊บก็รีบเข้าไปดู แต่บางทีเราก็ไม่กล้าเข้า เพราะเขาอาจจะติดเชื้อง่าย ก็เลยไม่ได้เข้าไป พอวันรุ่งขึ้นจะต้องเข้าไปเช็ก ตอนนั้นเขาเริ่มดีขึ้นระดับนึง แผลเริ่มหายหมดแล้ว คุณหมอก็เรียกเขาเข้าไปดู ตรวจอาการว่าร่างกายพอจะรับคีโมได้มั้ยครั้งต่อไป ปรากฏว่าหลังจากนั้นเข้าไปก็ไม่ได้ออกมาจนถึงวันนี้ ประมาณสักต้นเดือนที่แล้ว
.jpg)
ทราบเรื่องครั้งแรกตอนประมาณเดือนมีนาคมปีนี้เลย แล้วผ่านมาสักพักนึงเขาถึงบอกว่าเป็นระยะ 4 แต่น้ำเสียงก็ยังดูโอเคอยู่นะตอนนั้น ก่อนหน้านี้ไม่มีอาการอะไรเลย ผมยังรู้สึกว่าถ้าไม่ตรวจเจอก็อาจจะไม่เป็นไรก็ได้หรือเปล่าไม่รู้ ในความรู้สึกผมนะ เพราะว่าตอนนั้นเขายังดูแข็งแรง แล้วยังเล่นดนตรีด้วยกันได้ เพียงแต่ว่าเสียงไม่มีเพราะคอบวม ผมว่าตอนนั้นกำลังใจต๋องค่อนข้างดี ต้องบอกเลยว่าตอนที่เราไปคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเป็นคอนเสิร์ตแรก แต่กลายเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย เรานั่งรถไปด้วยกัน ผมเป็นคนขับ ก็คุยกันตลอดทาง ต๋องก็นั่งเป็นเพื่อนขับรถ ก็คุยกันว่าเป็นยังไง ตอนนั้นต้องบอกว่าต๋องมีกำลังใจดี เพราะว่าลูกทั้งสองคนดีแล้ว คือต๋องก็น่าเป็นห่วงลูกคนเล็ก ลูกผู้ชายกับทางคุณปุ๊กกี้ น้องแบมแบมก็เป็นห่วงนิดนึง ตอนหลังน้องแบมแบมก็ไปอยู่กับพี่สาวที่ออสเตรเลีย ก็เลยดีขึ้น ต๋องดูแฮปปี้มากขึ้น แล้วดูเหมือนกับมีกำลังใจ แล้วก็อยากไปทัวร์คอนเสิร์ต อยากไปสนุกกับการที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัด เล่นคอนเสิร์ตได้สตางค์ แล้วก็กิน เที่ยวกัน เพราะหลังๆ ต๋องเขาก็ชอบขี่มอเตอร์ ไซค์เที่ยว ก็เลยเชื่อว่าต๋องมีกำลังใจดีมากๆ สุขภาพร่างกาย จริงๆ ถ้าเทียบกัน ต่อดูแย่กว่านะ ต่อดูแลตัวเองได้แย่กว่าพี่ต๋องมาก แต่ว่าต๋องเขาทำงานรูทีน ทำงานเป็นเรื่องเป็นราว อยู่บ้านมากกว่าต่อ แต่ในรายละเอียดว่าในวันนึงเขาทำอะไร นอนแค่ไหน เราก็ไม่ทราบ

เจอกันครั้งสุดท้ายก่อนไม่สบาย เราโทรคุยกันตลอด คือหลังจากคอนเสิร์ตมา เราก็บอกว่าตอนนี้อยู่ในกระบวนการรักษา ถ้ามีอะไรให้โทรหา แล้วต๋องเขาก็เป็นพวกเกรงใจ เขาก็ไปกับหลานเขา ก็อัปเดตเฉยๆ ว่าตอนนี้ไปรักษาแล้วนะ 1 2 3 แล้วก็มารู้ทีหลัง หลานมาบอกว่าตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว เราก็เลยเข้าไปเจอเขา แต่มันเร็วมาก
.jpg)
ถามว่าวาระสุดท้ายเขาได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบที่เขาฝันไว้มั้ย คือไม่เลยครับ หลังจากเรากลับมาจากคอนเสิร์ตสุดท้าย เราก็ตั้งใจ คือมันมีหลายอย่างที่เราก็ไม่เคยเล่น ตอนบนเวทีเราก็พูด (ร้องไห้) เราไม่เคยเล่นด้วยกันเลย นี่เป็นคอนเสิร์ตแรก ต๋องเขาทำเพลงใหม่หมด ทำเป็นเมดเลย์ กลับมาฟีดแบ็กก็ดี เราก็คิดว่าจะไปออกคอน เสิร์ตด้วยกัน ซึ่งต้องบอกว่า ผมเป็นศิลปินที่แยกกับต๋องมา ผมไม่เคยทำอัลบั้มเดี่ยว ผมไม่เคยเป็นวงอื่น ไม่เคยแยกไปไหน พอแยกกับต๋อง ผมก็ไม่อยู่ในวงการดนตรีอีกเลย ไม่เคยร้องเพลง นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราคิดว่าจะทำช่วงท้ายของชีวิต

ความคล้ายกันของเราสองคนเหรอ ผมว่าจริงๆ เรามีความอาจจะเป็นส่วนสูง รูปร่าง แต่ว่าตัวอุปนิสัยใจคอเรามีบางจุดที่ไปด้วยกันได้ และบางจุดที่ไม่เหมือนกัน ต้องบอกว่าผมกับต๋องทำงานด้วยกันดีมากๆ เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เราไม่เคยมีปัญหาเลย ไม่เคยมีใครมาพูด อุ๊ย ต่อร้องเยอะ ต๋องไม่เคย ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องธุรกิจอะไรเด็ดขาดเลย เรื่องการทำงานในเรื่องของดนตรี ต๋องรับผิดชอบของตัวเองได้ดีหมด แต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราคบค้ากัน แต่สมาคมต่างคนต่างแยกย้ายชีวิต นี่คือจุดที่เราสองคนไม่เหมือนกัน ต๋องเขาก็มีวิถีของเขา แล้วเราก็เคารพในสิ่งที่ต๋องเลือกเสมอ ผมเองก็เคารพในสิ่งที่เขาเลือกเสมอ ต่างคนก็แยกกันทำงานแล้ว ก็ไปได้ดีทั้งคู่ ต๋องเขาก็ครบทุกอย่างนะ ทำงานตั้งแต่เด็ก เป็นโปรดิวเซอร์ตั้งแต่อายุยังน้อย เล่นดนตรีมาตลอด อยู่ทั้งค่ายใหญ่ทั้งสองค่าย ทั้งแกรมมี่ ทั้งอาร์เอส แล้วมีอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ ผมว่าเส้นทางดนตรีคุณต๋องก็น่าจะเป็นคนนึงที่ถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็กในระดับนึง

ความผูกพันเหรอ ผมว่าการทำงานนะ คือผมกับต๋องไม่เคยทะเลาะกัน ต๋องก็จะยอมผมตลอดเวลา แล้วก็จะเดินตามผมทุกๆ เรื่อง แต่เราก็ไม่เคยเอาเปรียบ ต๋องไม่เคยมีปัญหา เราสองคนเป็นวงที่ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องอะไรเลย เราดีด้วยกันตลอด แล้วเราก็แบ่งงานกันชัดเจน อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่มันพิเศษสำหรับเราสองคน ก็ไม่ได้บอกว่าดีกว่าคนอื่น แต่ว่าสิ่งนึงคือผมมาอยู่ถึงจุดนี้ได้ มาร้องเพลงได้ เพราะว่าต๋อง พอไม่มีต๋อง ก็ไม่ได้ร้อง ที่เราไม่เคยมีปัญหากันเลย อาจจะเป็นเพราะเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ เราเรียนสวนกุหลาบด้วยกัน โตมาพร้อมกัน เราใช้ชีวิตมาระดับนึงด้วยกัน เพราะว่าต๋องเขาโตด้วย เขาทำงานมาตั้งแต่เด็ก ผมตอนเด็กๆ อาจจะเกเรบ้าง ต๋องเขาก็คุมอยู่ในจุดนั้น ซึ่งมันน่าจะเติมเต็มกันในทุกๆ ส่วนมากกว่า สำหรับต๋องคือเพื่อนแท้ เพื่อนแท้ในเรื่องของการทำงาน ต้องบอกว่าเขาทำได้สมบูรณ์ที่สุด

ก็เสียดาย ระยะหลังเขาเริ่มอยากเที่ยว เพราะเรื่องลูกสบายแล้ว ทุกอย่างสบายแล้ว เขาเริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ่ายที่นู่นที่นี่ เพราะตอนสมัยเป็นวัยรุ่น เราไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ถ้าเกิดเรามีโอกาสเราน่าจะทำอย่างนี้ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ต๋องเอง เขาก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน วันนั้นจำได้เราไปซ้อมที่จะไปเล่นกับคุณเป้ที่เพชรบูรณ์ ต๋องเขาไปคว้ากีตาร์ตัวเก่าซึ่งเคยเล่นคอนเสิร์ตกันมา แต่มันเล่นไม่ได้แล้ว สนิมมันขึ้น เขาไม่เคยเล่นเลย เพราะเปลี่ยนอะไรใหม่หมด เพื่อจะเตรียมไปเล่นคอนเสิร์ต นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมคิดว่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งนี้ด้วยกันอีก ผมเชื่อว่าเขาก็เสียดายเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนทำเพลงทั้งหมด เป็นคนโทรตาม เรียบเรียงใหม่หมดเลย ผมว่าเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่ผมชื่นชมนะ เพราะว่าคุณต๋องโดยประวัติเขาเรียนสายดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พยายามเล่นดนตรีมาตลอด เข้าไปเล่นในโรงแรม ซึ่งสมัยก่อนดนตรีใหญ่ๆ เขาจะเล่นตามโรงแรม เขาก็เป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ต๋องนี่อยู่ RS ก่อนนะ เป็นนักดนตรีของ RS มาก่อนที่จะเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วก็ไต่เต้าไปเป็นโปรดิวเซอร์ เพราะด้วยความสามารถของเขาเอง
ผมว่าต๋องน่าจะเป็นคนนึงที่เป็นแบบอย่างของศิลปินในยุคนั้น ที่เดินทางมาสุดบนเส้นทางนักดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้บริหาร เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จ เป็นบุคลากรที่น่าจะทรงคุณค่าระดับนึงเลยทีเดียว ผมภาคภูมิใจ ต๋องไม่เคยให้ต่อต้องมาวุ่นวายกับเรื่องงานเพลงเลย เขาเป็นคนสกรีน เป็นคนทำทุกอย่าง แล้วก็เลือกในสิ่งที่ดี เพราะผมก็เชื่อด้วยว่า สิ่งที่ต๋องเลือกน่ะดีที่สุด
ก็ได้คุยกับหลานๆ อยู่ ก็เศร้า เขาอยู่กันสองคนนะ เพราะว่าแม่ก็ไม่อยู่ ก็เหลือแต่พ่อนี่แหละ แล้วผมว่าต๋องน่าจะดูแลลูกสาวเป็นพิเศษด้วยมั้ง เป็นลูกสาวเนอะ แล้วก็เป็นลูกคนโต ก็ดูแลอย่างดี เพบเปิ้ลก็เป็นคนที่พึ่งได้ เป็นคนเอาการเอางาน นิสัยก็ดีหมด ถือว่าเป็นครอบ ครัวที่น่ารักครอบครัวนึง ก็สงสารหลานเหมือนกัน เพราะว่าเขาก็ไปอยู่ออสเตรเลียกัน แล้วเขาก็ดูแลกันสองคน ถ้าเป็นไปได้ก็ ถ้าน้องทำอะไรก็อยากให้สนับสนุนน้องด้วย
อยากจะทำโปรเจกต์ของวงทูมั้ยเหรอ จริงๆ แล้วเรามีแผนก่อนหน้านี้เราจะจัดคอนเสิร์ตวันที่ 16 ที่โรงเบียร์ให้พี่ต๋อง ซึ่งตอนนั้นก็ลุ้นว่าเขาน่าจะอยู่ได้ถึง แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ถึง ณ วันนี้คนก็บอกว่าต้องเลิกมั้ย แต่ในความรู้สึกผมไม่อยากเลิก ผมอยากให้มันเกิดขึ้น มันอาจจะไม่ได้สำคัญเรื่องเงิน แต่มันจะเกี่ยวกับเรื่องของคนที่อาลัยรัก คนที่เป็นกำลังใจ คนในวงการช่วยเหลือกัน มันเป็นภาพที่สวยงาม ก็ฝากไว้ วันที่ 16 ตุลาคม ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เลียบทางด่วน ก็คิดว่าจะจัดเหมือนเดิม แต่หลายคนก็ท้วงว่ามันจะได้มั้ย แต่ผมบอกว่ามันไม่สำคัญแล้วล่ะ คือผมอยากได้รายได้ส่วนนี้ไปให้น้องๆ ให้เขาไปดูแลน้องชาย”...







