“โตโต้ ธนเดช” อัปเดตอาการคุณแม่ ใจชื่นคงที่ รับช่วงแรกเครียด แบกรับค่าใช้จ่าย
ส่งกำลังใจให้พระเอกลิเกเงินล้าน “โตโต้ ธนเดช” หลังเผชิญคุณแม่ป่วยด้วยโรควัณโรคขึ้นสมองมานานเกือบ 2 ปี ล่าสุดเจ้าตัวได้มาร่วมซ้อมคอนเสิร์ต “๘๗ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” ที่โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรี ซึ่งเจ้าตัวอัปเดตอาการคุณแม่ว่า...
อ่านข่าวต่อ : “โตโต้ ธนเดช” ฟิตซ้อม “ฟ้าจรดทรายฯ” ลั่นกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม

“ถือว่าโอเค พาแม่ไปรักษาตัวที่ราชบุรีแล้ว กลับไปพักฟื้นที่นู่นเพราะว่าแม่ให้ยาฆ่าเชื้อครบโดสแล้ว คุณหมอแนะนำมาก่อนแล้วว่าถ้าทุกอย่างคงที่อยากให้แม่ไปพักฟื้นที่ที่เค้าคุ้นเคย เพื่อจะได้มีสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้นให้เขารับรู้ได้ไวขึ้น ก็เลยไปพักฟื้นที่นู่นแล้วก็ทำห้องเป็นสัดเป็นส่วนให้เขา เป็นห้องปลอดเชื้อ ก็มีแค่มาตามนัดเฉยๆ

สภาพจิตใจเอาจริงๆ ตั้งแต่กลับไปฟักฟื้นที่บ้านดูเค้าจะรับรู้ได้ดีขึ้น ในบางครั้งเวลาพูดอะไรกับเขาก็จะมีกระพริบตาตอบรับได้บ้างเป็นบางครั้ง ก็อาจจะมีเรื่องที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องการติดเชื้อ ตนเองไม่ค่อยจะไปบ่อยมากนักเพราะว่าเราก็ยังมีงานหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบ แต่พอมีเวลาว่างหรือวันพิเศษก็พยายามจะกลับไปหาคุณแม่ เอาจริงๆ ถ้าย้อนกลับไปช่วงแรกๆ ถือว่าหนักเหมือนกัน กว่าจะผ่านมาได้ มันแอบตั้งหลักได้ยาก ก็พยายามที่จะเข้มแข็งให้ได้ แต่ถึงเวลาเกิดขึ้นจริงก็ทำใจยากเหมือนกัน ทั้งเรื่องการเป็นห่วงอาการคุณแม่ ทั้งค่าใช้จ่ายที่เราต้องคำนึงตลอดเวลา ก็เครียดมากช่วงแรก ณ ตอนนี้ถือว่าเราเบาลงเยอะแล้ว เพราะอาการแม่ค่อนข้างจะคงที่

ค่าใช้จ่ายเยอะมากตั้งแต่แรก ถ้าต่อเดือนหลักแสนอยู่แล้ว แต่ด้วยที่เคยบอกไปแล้วว่าคุณแม่ไม่มีประกันสุขภาพเลย ไม่รู้มาก่อนว่าคุณแม่ไม่มี ทำให้เราต้องจ่ายเองทั้งหมด ก็ค่อนข้างจะหนักอยู่เหมือนกัน ถ้าเรื่องของพาร์ตคณะลิเกพี่ชายจะเป็นคนดูแลรับผิดชอบเต็มที่เลย ก็ค่อยจัดการทุกอย่าง ทั้งนักแสดงในคณะ รวมถึงเวลารับงาน พี่ชายก็จะเป็นคนช่วยจัดการหมดเลย ในส่วนของเราก็จะเป็นเรื่องของการทำงาน แล้วก็ค่าใช้จ่ายต่างๆ

เอาจริงก็ถือว่าหนักมากเหมือนกัน ถ้าต้องมานั่งคิดเป็นเรื่องๆ ก็ค่อนข้างจะเยอะที่เราต้องแบกรับ ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องของคุณแม่ด้วย กลายเป็นเราเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกรับทั้งหมด ก็ค่อนข้างที่จะหนักเหมือนกัน แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็เลือกไม่ได้ สุดท้ายแล้วเค้าคือแม่เรา เราก็ต้องรักษาเขาให้ดีที่สุดช่วงแรกแบ่งไม่ได้เลย แบ่งไม่ได้ในที่นี้คือมันไม่ใช่เรื่องของการแค่รับผิดชอบ แต่มันแบ่งไม่ได้ในเรื่องของความรู้สึก เวลาไม่ทำงานในหัวก็มีแต่เรื่องแม่ คิดแต่เรื่องแม่อาการของแม่ เรื่องค่าใช้จ่าย หนักมาก มันหนักจนเราไม่อยากคุยกับใครไม่อยากไปเจอใคร แต่เราก็ต้องทำงานอยู่ตลอด แต่เราก็พยายามรักษาหน้างานให้ปกติที่สุด ยิ้มแย้มสนุกสนานให้ความสุขให้ได้มากที่สุด แต่พอพ้นจากงานแล้วเป็นเส้นตรงเลย ตอนนั้นมันร้องไม่ออกเลย ความรู้สึกมันเกินที่จะร้อง มันร้องไม่ออกเลย เพราะเหมือนมันแน่นอยู่ข้างใน จนไม่รู้จะจัดการยังไงแล้ว ต้องใช้เวลามากจริงๆ เพราะอาการคุณแม่ไม่ใช่เข้าโรงพยาบาลแล้วจะหาย พอเข้าไปเหมือนจะดีแล้วก็หนักอีกแล้ว อยู่ไอซียูเป็นเดือนๆ ต้องคอยเช็กอาการ มีผ่าสมองสองถึงสามรอบค่อนข้างที่จะหนักกับเราด้วย

โล่งขึ้นเยอะมากๆ เราก็เห็นแล้วว่าอาการแม่ไม่ค่อยรุนแรงแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะทำให้เขาค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ คือเราค่อนข้างทำใจไว้ถ้าพูดกันตรงๆ ว่าคุณแม่อาจจะไม่ได้กลับถึงขั้นพูดคุยขนาดนั้น แต่ขอให้เขาไม่มีโรคแทรกซ้อน อาการทรุดลงแค่นี้ก็โอเคแล้ว ขอจนไม่รู้จะไปขอที่ไหนบ้างแล้ว คือมันเป็นที่พึ่งทางใจ แต่สุดท้ายก็มองว่าขึ้นอยู่กับการรักษาด้วย แต่สุดท้ายเราก็อยู่บนโลกความจริง แต่เรื่องขอพรเราก็ทำแหละ เราก็ทำทุกวิถีทางที่เราจะทำได้ ก็ไปขอทุกที่เลยที่เรานึกออก ก็พยายามทำทุกอย่างให้เราสบายใจมากที่สุด ตอนที่ร้องเค้าไม่ได้ถึงขั้นว่าสื่อสารชัดเจนว่าเค้ารับรู้ อย่างที่บอกว่าแม่ไม่ถึงขั้นรับรู้ว่าพูดอะไรแล้วรู้ตลอด มันเป็นแค่เหมือนบางครั้งที่เค้าจับได้แล้ว กระพริบตาตอบรับเป็นบางครั้ง”







