“เพชร กรุณพล” เผยภาพความทรงจำ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ช่วงหนึ่งในชีวิตที่ได้รู้จักท่านในฐานะ “นายน้อย”
คนไทยทั้งประเทศยังคงอยู่ในช่วงถวายความอาลัยและส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังข่าวการสิ้นพระชนม์ของ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” พร้อมย้อนรำลึกถึงพระกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศและประชาชนตลอดมา

ล่าสุด “เพชร กรุณพล” ได้เผยภาพความทรงจำ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ช่วงหนึ่งในชีวิตที่ได้รู้จักท่านในฐานะ “นายน้อย” เวลาอยู่ในงานหลวง ท่านคือ “นายน้อย” ที่น่านับถือและเป็นแบบอย่างที่ดี แต่เมื่อเป็นเวลาส่วนตัว ท่านคือเพื่อนที่พร้อมรับฟังและสนุกสนานไปด้วยกัน โดยเล่าอีกมุมของ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่า...
“ช่วงหนึ่งในชีวิตที่ได้รู้จักท่านในฐานะ “นายน้อย” ไม่ใช่ในฐานะเจ้าฟ้า ไม่ใช่ในฐานะพระเจ้าหลานเธอของในหลวง ร.9 แต่ในฐานะคนหนุ่มสาวคนหนึ่งที่มีพลัง มีความฝัน มีเสียงหัวเราะ และมีน้ำตาหลายปีที่ได้เห็นท่านในแบบที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น ท่านเป็นคนที่ทุ่มเทกับทุกสิ่งที่ทำ เรียนอย่างจริงจัง ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อถึงเวลาส่วนตัว ท่านก็สนุกสนานอย่างเต็มที่ เสียงหัวเราะที่ดังฟังชัดยังคงชัดเจนอยู่เสมอ
ท่านเคยเล่าให้ฟังถึงความเหนื่อยล้าของการแบกรับความคาดหวังจากผู้คนมากมาย ในคืนที่ยาวนานเราคุยกันทั้งเรื่องจริงจังและเรื่องเม้ามอยชาวบ้าน เราคุยถึงอนาคตของตัวเองให้กันและกันฟัง ช่วงเวลานั้นทำให้เราเห็นถึงหัวใจดวงหนึ่งที่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเดียวดาย และต้องการมิตรภาพที่แท้จริงเหมือนกับทุกคน
ท่านร้องไห้เป็น ท่านหัวเราะเป็น ท่านรู้จักความอ่อนแอของตัวเอง แต่ไม่เคยปล่อยให้ความอ่อนแอนั้นมาหยุดยั้งสิ่งที่ท่านตั้งใจจะทำ
ภาพที่ติดตาเราไม่เคยลืม คือการไปยืนอยู่ขอบสนามแข่งม้า ดูท่านแข่งขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ท่านถูกม้าดีดจนตกจากหลังม้า แต่หลายครั้งจนเราคิดว่าถ้าเป็นตัวเองคงเลิกเล่นแน่ๆ แต่ท่านไม่เคยยอมแพ้ และพูดเสมอว่าเจ็บแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็หาย

นอกจากเรื่องกีฬา เรื่องการเรียนของท่านก็เหนื่อยและหนักไม่แพ้ใคร เคยมีเสียงเม๊ามอยว่าท่านเป็นลูกเจ้า มหาลัยต้องปล่อยเกรดแน่ๆ แต่ในข้อเท็จจริงทุกครั้งที่ไปหาท่านที่วังเพื่อนๆมักต้องไปนั่งรอท่านติวหนังสือกับอาจารย์พิเศษในวิชาต่างๆหลายชั่วโมง กว่าที่จะได้ออกมาเจอกัน ในเมื่อชีวิตที่ถูกตีกรอบและถูกตั้งความหวังจากสังคมจนสูงลิบ ท่านจะเลือกไม่ใส่ใจและหาความสุขให้ตัวเองก็ได้ แต่ท่านกลับเลือกเส้นทางที่ลำบาก ที่โดดเดี่ยว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแบกรับภาระอันหนักอึ้งในอนาคต แม้จะถูกนินทา สร้างเรื่องเท็จมาใส่ร้ายก็ไม่ได้สนใจ ท่านพูดเสมอว่าเราไปห้ามใครคิดไม่ดีกับเราไม่ได้หรอก
เวลาอยู่ในงานหลวง ท่านคือนายน้อยที่น่านับถือและเป็นแบบอย่างที่ดี แต่เมื่อเป็นเวลาส่วนตัว ท่านคือเพื่อนที่พร้อมรับฟังและสนุกสนานไปด้วยกัน (แม้จะมีแม่นมและองครักษ์อยู่ด้วยเสมอ)
วันนี้ไม่มีคำไหนจะอธิบายถึงความสูญเสียที่เรารู้สึก มีเพียงความทรงจำที่จะเก็บรักษาไว้ตลอดไป และความปรารถนาให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสงบ จากทุกภาระที่ท่านแบกมาตลอดชีวิต ขอบคุณนายน้อย ที่เคยให้พี่ได้รู้จักท่านในแบบที่แท้จริงที่สุด อยากบอกว่าคิดถึงและหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ พี่หยำแหยะ ของน้องโจ้”











