ร่วมไว้อาลัย “ดุ่ย ณ บางน้อย” ตำนานนักพากย์หนัง 16 มม. ชื่อดังนาม “ขุนแผน” สิริอายุ 93 ปี..
“มนัส กิ่งจันทร์” ผู้สื่อข่าวอาวุโส โพสต์ “อำนาจ สอนอิ่มสาตร์” หรือ ขุนแผน หรือ “ดุ่ย ณ บางน้อย” อดีตนักพากย์หนัง 16 มม. ตำนานตลอดกาลของหนังไทย
ผมเคยเข้าไปขอสัมภาษณ์ท่านนานหลายปีแล้วนะครับ แหละนี่ก็คือ บทสัมภาษณ์บางส่วนครับ..
อา่นข่าวต่อ: เททองหล่อรูปเหมือนของ “พระเอกสรพงศ์ ชาตรี” 8 ธ.ค.นี้
(9).jpg)
(13).jpg)
"ขุนแผน" เป็นนามพากย์ของ “คุณอำนาจ สอนอิ่มสาตร์” เกิดที่ฝั่งธนบุรี เมื่อปี 2476 เรียนจบแผนกช่างวิทยุ เมื่อปี 2497 จากโรงเรียนอาชีวะ (สะพานเหลือง) ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพฯ
ชีวิตการเป็นนักพากย์ของอำนาจ ได้เริ่มต้นขึ้น ขณะกำลังเรียนหนังสือเพราะระหว่างนั้น อำนาจได้ร่วมกับเพื่อน ๆ รับงานติดตั้งเครื่องกระจายเสียงให้งานมหรสพต่าง ๆ ซึ่งแสดงในงานพิธีสำคัญ ณ ท้องสนามหลวง เช่น งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ฯลฯ ทำให้อำนาจ ได้เห็นการแสดง การละเล่นต่าง ๆ ของเหล่าศิลปิน ได้อยู่ใกล้ ๆ นักพากย์หนัง ได้เห็นวิธีการวางมุมปากจ่อกับไมโครโฟนเพื่อเปลี่ยนเสียง แอบจำคำพูดจากละครย่อย หรือร้องลำตัดบ่อย ๆ
(1).jpg)
ระหว่าง เรียนปีสุดท้าย อำนาจก็ได้เข้าทำงานที่ แผนกแสงเสียง ของบริษัทกรุงไทยภาพยนตร์ ถนนหลานหลวง โดยเป็นช่างแก้เครื่องขยายเสียง นอกจากนี้ ยังร่วมกับเพื่อนนักเรียน รับซ่อมเครื่องขยายเสียงหนังขายยาที่ส่งมาจากต่างจังหวัดอีกทางหนึ่งด้วย
ต่อมา เมื่อบริษัท กรุงไทยฯ เตรียมทำโฆษณาหนังไทย 16 ม.ม. เรื่อง สิงห์ทมิฬ ที่จะเข้าฉายโรงหนังศรีอยุธยา สี่ก๊กพระยาศรี อำนาจก็ต้องฉายหนังให้นักพากย์ ซ้อมพากย์หนัง ระหว่างนั้น ก็เกิดเผลอปากพูดกับเพื่อน ๆ ทำนองว่า ตัวเองก็พากย์หนังเป็น ดูแล้วไม่ยาก ผู้อำนวยการบริษัทได้ยินก็เรียกอำนาจเข้าพบและให้ทดลองพากย์หนังให้ดู
(10).jpg)
ตอนนั้น อำนาจคิดว่า ตัวเองจะตกงาน แต่กลับกลายเป็นว่า อำนาจได้เป็นผู้ช่วยนักพากย์ คือ สุรพล แสงเอก และ สุรางค์ เชยเกษ นักพากย์ชื่อดังในขณะนั้นพากย์เรื่อง สิงห์ทมิฬ ต่อมาเมื่อครูสุรพล แสงแอก ต้องไปควบคุมวงดนตรี อัศวินการละคร บริษัทฯ จึงให้อำนาจพากย์กับสุรางค์แทน
อำนาจพากย์หนังเรื่อง สิงห์ทมิฬ ตามโรงหนังชั้นสองในกรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น โรงหนังศรีบางลำพู โรงหนังบางกระบือเธียเตอร์ โรงหนังเฉลิมเวียง กระทั่งหนังมาฉายที่โรงหนังเวิ้งนาครเขษม พอถึงวันสุดท้าย คุณประสาน ตันสกุล ผู้บริหารโรงหนังเวิ้งนาครเขษม ก็ชวนทั้งคู่มาพากย์ประจำที่โรงนี้ เรื่องแรกที่พากย์ เป็นหนังฝรั่งเรื่อง ตระเวนปารีส นำแสดงโดย ยีน เคลลี่-เลสลี คารอง.. ตอนนั้นก็ยังใช้ชื่อพากย์ตามเดิมคือ สุรางค์กับอำนาจ แต่พอปลายปี 2497 คุณประสานไม่สามารถต่อสัญญาเช่าโรงหนังได้ อำนาจก็ต้องหยุดพากย์หนัง แต่ไปรับแสดงละครวิทยุกับสุรางค์ เชยเกษ แทนเป็นครั้งคราว
อำนาจเข้าไปทำงานเป็นช่างแสง ช่างไฟฟ้า ที่โรงถ่ายหนัง ส.อาสนจินดา ย่านสะพานปลา ถนนเจริญนคร ขณะนั้น ส.อาสนจินดา กำลังสร้างหนังเรื่อง จันทโครพ นำแสดงโดย สวลี ผกาพันธ์-สมควร กระจ่างศาสตร์ ระหว่างนั้นเอง อำนาจก็มีโอกาสกลับมาพากย์หนังอีก เป็นหนังไทย 16 ม.ม. ขาวดำเรื่อง ยอดนักเบ่ง ต่อมาเมื่อ ชลอ ไตรตรองศร เกิดเบื่อการพากย์หนังที่จำเจ อำนาจจึงได้พากย์หนังคู่กับ อัมพร ประทีปเสน แทน
ต่อมาก็ได้พากย์หนังเรื่องนี้กับ วงจันทร์ ไพโรจน์ นักร้องชื่อดังเพราะนางเอกของเรื่องต้องร้องเพลงได้ แต่เมื่อพากย์จบที่โรงหนังควีนส์ เชียงใหม่ เจ้าของหนัง ยอดนักเบ่ง ได้ขายหนังให้สายอื่นไป อำนาจจึงกลับมาช่วย ส.อาสนจินดา ตัดต่อและวางแผ่นเสียงประกอบหนังเรื่อง จันทโครพ ซึ่งเข้าฉายที่โรงหนังศาลาเฉลิมไทย-เฉลิมบุรี เมื่อหนังออกโรงแล้ว ส.อาสนจินดา ก็ให้สำนักงานของลุงเปี่ยม ทองปรีชา และคุณนายสวาท เสถียร สี่แยกหลานหลวง เป็นผู้จัดจำหน่ายตามโรงหนังชั้นสอง และโรงต่างจังหวัด เมื่อมีผู้มาเช่าหนังจากสำนักงานเปี่ยม ลุงเปี่ยมก็จะแนะนำเขาให้จ้างอำนาจไปเป็นนักพากย์ อำนาจจึงได้สัมผัสชีวิตการพากย์หนังกลางแปลงตามงานวัดและงานกลางแปลงทั่วไป
ต่อมาเมื่อลุงเปี่ยมซื้อหนัง 16 ม.ม.ขาวดำ เรื่อง หนูจ๋า (2497) จาก หม่อมหลวงรุจิรา มาฉายต่อ ก็มอบให้อำนาจเป็นผู้พากย์หนังเรื่องนี้และที่มาของชื่อนักพากย์ "ขุนแผน" ก็เกิดจากจุดนี้เอง กล่าวคือ เมื่อจะมีคนนำหนังไปฉาย ก็ถามลุงเปี่ยมว่า ใครจะพากย์ หนูจ๋า ลุงเปี่ยมก็ตอบว่า ขุนแผน ไง.. เพราะก่อนหน้านี้ มักจะมีแฟนหนังสาว ๆ มาถามหาอำนาจอยู่เสมอ นัยว่า เสน่ห์แรง สาว ๆ ติดกันเกรียว ก็เลยโดนลุงเปี่ยมล้อว่าเป็น ขุนแผน
อำนาจเองก็ไม่ค่อยจะปลื้มกับชื่อ ขุนแผน เท่าไหร่ แต่เพราะผู้มีพระคุณตั้งให้ ก็เลยใช้ชื่อ ขุนแผน เรื่อยมา ขุนแผน ตระเวนพากย์หนังกลางแปลงแถวจังหวัดนครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กระทั่งกลางเดือนเมษายน 2497 ก็กลับกรุงเทพฯ มาเกณฑ์ทหาร จับสลากติดทหารเกณฑ์ผลัดหก ซึ่งจะต้องรายงานตัววันที่ 2 ตุลาคม 2497 ระหว่างที่รอนั้น ขุนแผนก็กลับเข้าไปทำงานเป็นช่างแสง ช่างไฟฟ้า ที่โรงถ่าย ส.อาสนจินดา ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท ระหว่างที่เป็นช่างไฟฟ้านั้น ก็มีเพื่อนแนะนำให้ขุนแผน รู้จัก คุณทวีสุข โปตะวาณิช เจ้าของโรงหนังเฉลิมราช ชลบุรีและยังเป็นผู้จัดหาหนัง และจัดหานักพากย์ไปฉายที่โรงหนังเฉลิมวัฒนา ลำปาง โรงหนังชุมพรภาพยนตร์ ชุมพร ซึ่งสมัยนั้นจะเรียกว่า สายเตี่ยเม่งอู๋
(9).jpg)
(8).jpg)
ขุนแผนได้พากย์หนังในสังกัดของเตี่ยเม่งอู๋ โดยเริ่มพากย์หนังฝรั่งเรื่อง สาวน้อยเลือดโรมัน ที่โรงหนังเฉลิมวัฒนา ลำปาง โรงหนังเฉลิมชล ชลบุรี ต่อมาเมื่อเข้าเป็นทหารเกณฑ์อยู่กองพลทหารม้า สนามเป้า ก็ยังลามาพากย์หนังโรงชานกรุงด้วย หลังปลดประจำการ ขุนแผนก็ยังเดินหน้าพากย์หนังโรงไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็ร่วมสร้างหนังกับเขาด้วย กระทั่งวันหนึ่งพบสัจจะธรรมแห่งชีวิตที่ว่า คลื่นลูกใหม่ ไล่คลื่นลูกเก่าเข้าฝั่ง แล้วฝังไว้ที่ชายหาด.. ขุนแผนจึงไม่ยอมที่จะตกอยู่ในวังวนเช่นนั้น เริ่มคิดจะวางไมค์พากย์หนัง โดยอาศัยความรู้ที่เรียนมาร่วมกับน้องชายเปิดห้องอัดเสียงคิงส์ซาวด์ เมื่อ 1 ตุลาคม 2507 รับจ้างทำแผ่นเสียงโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ทำแผ่นสปอตโฆษณาหนังไทย
ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2509 อำนาจในนาม "ดุ่ย ณ บางน้อย" ก็เริ่มจัดรายการวิทยุ "คุยโขมงหกโมงเช้า" ที่สถานีวิทยุ ปตอ. AM 600 Hz สี่แยกเกียกกาย ระหว่างนั้นก็ยังรับพากย์หนังไปด้วย
งานอัดเสียงของห้องอัดเสียงคิงส์ซาวด์ ที่อำนาจภาคภูมิใจที่สุดก็คือ การที่ได้พากย์หนังและอัดเสียงหนังเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์ เมื่อปลายปี 2512 โดย ขุนแผน พากย์เสียงมิตร ชัยบัญชาและล้อต๊อก หลังจากทำห้องอัดเสียงหนังเต็มตัวแล้ว ขุนแผนก็จะพากย์หนังให้กับคนที่เกรงอกเกรงใจกันเท่านั้น จะให้เวลากับการบริหารห้องอัดเสียงและจัดรายการวิทยุมากกว่ากระทั่งปี 2516 จึงยุติการพากย์อัดเสียงให้กับหนังไทย..




