ศาลอาญาสั่งจำคุก “อานนท์” กับพวกหมิ่นเบื้องสูง ด้าน “ทราย เจริญปุระ” รอด!
ที่ห้องพิจารณา801 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.พ. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ. 498/2567 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายอานนท์ นำภา ,นายพริษฐ์หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ ,นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ,น.ส.พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ,น.ส.ณัฏฐธิดาหรือแหวน มีหวังปลา , นายพรหมศรหรือฟ้า วีระธรรมจารี และน.ส.อินทิราหรือทราย เจริญปุระ เป็นจำเลยที่ 1- 7 ในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ , ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, ความผิดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก, ความผิดต่อพ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ , ความผิดต่อ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ , ความผิดต่อ พ.ร.บ.โรคติดต่อ, ความผิดต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

.jpeg)
โจทก์ฟ้องว่า เดือน พ.ย. 2563 พวกจำเลยร่วมกันจัดชุมนุมสาธารณะ บริเวณ ถนนพหลโยธิน และบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 เขตบางเขน โดยพวกจำเลยไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งมีผู้มาร่วมชุมนุมจำนวน 2,000 คน และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกพวกจำเลยไม่ยกเลิกการชุมนุม โดยระหว่างการชุมนุมพวกจำเลยปราศรัยให้ผู้ฟังเข้าใจผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันฯ
.jpeg)
จำเลยทั้ง 7 ให้การปฏิเสธ และระหว่างการพิจารณานายพริษฐ์ จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลอาญาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางนพสืบแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 3, 4, 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18
.jpeg)
และจำเลยที่ 1 และที่ 3-6 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลย ที่ 1, 3, 4, 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3-6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4, 6 มีกำหนดคนละ 2 ปี 8 เดือน , ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 คงปรับจำเลยที่ 1, 3-6 คนละ 10,000 บาท และฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1, 3-6 เป็นพินัยคนละ 200 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1, 3, 4, 6 จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 10,200 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับจำนวน 10,200 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และหากไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยให้บังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 30, 31
ส่วนของจำเลยที่ 1 ให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1629/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.4019/2567), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2495/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.2841/2566), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2804/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.25/2567), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2847/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.1863/2567) ของศาลอาญา และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1522/2567 (หมายเลขแดงที่ 3040/2566) ของศาลอาญาด้วย
โดยข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 7 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอได้ว่า เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยอื่นไปร่วมชุมนุมหรือปราศรัยด้วย จึงพิพากษายกฟ้อง










