“ติ๊ก เจษฎาภรณ์” ตั้งโต๊ะแถลง หลังถูกลดบทบาทโดยไม่สมัครใจ
ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจ สำหรับ “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าถูกลดบทบาทจากกรรมการค่าย BROTHERS MUSIC ล่าสุดเจ้าตัวได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแสดงจุดยืนของบทบาทการบริหารค่ายเพลงและศิลปินบอยแบรนด์ระดับโกลบอล “PROXIE” ว่า
สำหรับการแถลงในวันนี้ คือเรื่องการดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ต่างๆ ที่มีต่อบริษัท ดรีมเมอร์ส โซไซตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด ในการที่เราดูแลค่ายเพลง bROTHERS MUSIC และน้องๆ วง PROXIE รวมถึงในเรื่องสถานะของผมในปัจจุบันนี้ บริษัท เราเริ่มก่อตั้งบริษัท ดรีมเมอร์ส โซไซตี้ เมื่อปี 62 เพื่อที่จะบริหารศิลปินไอดอล และมีการทำโปรเจกต์ The Brother จนได้ศิลปินกลุ่มนี้มา 6 คน คือน้องๆ วง PROXIE ในตลอดเวลาที่มีการบริหาร ผมเองก็อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้น โดยที่ผู้ถือหุ้นบริษัทมีทั้งหมด 3 คนคือ ผม, พีช, สิตมน และบริษัทอินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ ผ่านมาฝ่ายจะมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ การบริหารศิลปิน งานเพลง งานประชาสัมพันธ์ พรีเซนเจอร์ เรื่องการจัดการต่างๆ เพื่อให้มันเกิดชิ้นงานจะเป็นฝ่ายผม ส่วนทางฝ่ายอินดิเพนเด้นท์จะดูแลด้านการเงิน เพราะเรามีการตกลงร่วมกันที่จะทำงานแบบนี้ จนเมื่อปี 68 ช่วงที่มีคอนเสิร์ตใหญ่ของ PROXIE เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการ
แต่ในปี 2568 เริ่มไม่ตกลงร่วมกัน และบางอย่าง เรื่องสำคัญ ผมไม่รับทราบข้อมูล แต่หลายครั้งที่มีการทวงถามไปนั้น เราไม่ได้รับทราบข้อมูลที่เพียงพอ จนประมาณปลายปี 2568 เริ่มมีการประชุม เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการ โดยที่เอาชื่อของผม และภรรยาออกจากการเป็นกรรมการ และเพิ่มชื่อคนมา 1 คน ทำให้ในตอนนี้รายชื่อที่อยู่ในกรมพัฒนาธุรกิจและการค้าไม่มีชื่อของผม และภรรยาอยู่ ไม่ได้อยู่ในรายชื่อกรรมการบริหาร เท่ากับว่า ทางเรา ไม่มีโอกาสที่จะได้รู้ และร่วมตัดสินใจของน้องวง PROXIE และค่าย BROTHERS MUSIC เลย อันนี้คือสถานะในตอนนี้ครับ
ซึ่งก่อนจะมีการแถลงข่าว ได้บอกให้น้องๆ ทราบแล้ว และยืนยันว่า ไม่ได้กระทบกับน้องๆ ซึ่งหลังจากบอกไป ก็มีการกอดกัน ซึ่งเขาก็มีความประหลาดใจ และสงสัย แต่ไม่ได้ถาม เพราะเขาน่าจะเข้าใจ
ผมยังอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้น เพียงแต่อำนาจในการบริหาร การตัดสินใจ ผมอาจจะไม่ได้มีความสามารถในการทำตรงนั้น เนื่องจากการถูกลดบทบาท แต่ในขณะเดียวกัน ผมสามารถเป็นที่ปรึกษา ผมรู้จักน้องๆ มาตั้งแต่วันแรก ผมอยากผลักดันเข้าให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันคือความผูกพันที่มีร่วมกันอยู่แล้ว เพราะทั้งผม และ Proxie เรามีความฝันร่วมกัน ผมทำเพราะผมมีความฝันที่จะเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งได้เติบโตตามที่เขาต้องการ
ผมเป็นห่วงวง Proxie มากที่สุดผมทำงานชิ้นนี้ด้วยหัวใจของผม มันไม่ได้ต่างอะไรจากความรัก สิ่งที่เสียใจมากที่สด ผมคืดว่า ผมแคร์ และเป็นห่วง น้องๆ จริงๆ ในตอนนี้ คือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการบริหาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ปกติเราจะรับฟังฟีดแบคจากพวกเขาที่ที่เขามีต่อบริษัท เรารับฟัง เราปรับปรุง และแก้ไขมันโดยทันที แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วง ถ้าตอนนี้ผมเข้าไปอ่านในฟีดแบค ในโซเชียล มีการพูดถึงบริษัทในอีกรูปแบบหนึ่ง พอเราได้รับฟัง มันก็จุก ด้วยสถานะพ่อ หรือพี่ชายของวง คำๆนี้มันไม่มีทางหายไป มันยังตราตรึงในความรู้สึก ความสัมพันธ์ แต่โดยสถานะไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้










