โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)
เรียบเรียง จาก รายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC
คำถาม : หลวงพ่อเจ้าคะ...การที่คนเรามีนิสัยเห็นแก่ตัว เกิดมาจากสาเหตุอะไรเจ้าคะ แล้วถ้าเจอเพื่อนร่วมงานประเภทนี้ ลูกควรจะวางตัวอย่างไรดีเจ้าคะ
คำตอบ : คุณโยม...พวกเห็นแก่ตัวนี่น่าเห็นใจ มันมีอยู่ 3 สาเหตุใหญ่ๆด้วยกัน
สาเหตุแรก เป็นสันดานติดตัวข้ามชาติมา...อันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อมาแกล้งด่า แกล้งประจานกันนะ คำว่า สันดาน พจนานุกรมพูดชัด สันดาน คือ นิสัยที่ติดตัวข้ามภพข้ามชาติมา มันติดข้ามชาติมาแล้ว เกิดขึ้นมันก็เป็นเลย ถ้าเจอประเภทนี้หนักหน่อย
สาเหตุที่สอง เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมไม่ดี คือ เกิดจากสาเหตุจากชาตินี้ ตั้งแต่การเลี้ยงดูสมัยเด็กๆ จากพ่อแม่ยากจน หรือพ่อแม่ไม่ยากจน แต่ว่าการดูแลไม่ดี ก็เลยทำให้ลูกๆ อาจต้องแย่ง อาจจะต้องชิง อาจต้องทุบต้องตีกัน สิ่งเหล่านี้นี่เอง ในที่สุดก็ค่อยๆ เพาะขึ้นมา แล้วก็กลายมาเป็นนิสัยเห็นแก่ตัว
สาเหตุที่สาม เลยไปกว่านั้นอีก ตรงนี้ไม่ใช่เพราะการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมคนรอบข้างไม่ดี แต่ตัวเขา เองไม่ดี...เป็นอย่างไร...บริหารงาน บริหารเงินไม่เป็น ผลสุดท้าย...นี่พูดถึงผู้ใหญ่แล้วนะ...ผลสุดท้ายเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยมาเป็นต้นเหตุให้ เป็นคนเห็นแก่ได้ เป็นคนเห็นแก่ตัวเข้ามาอีก
ตรงนี้มันต้องมองภาพกันชัดๆว่า ที่คุณโยมไปเจอคนเห็นแก่ตัวนั้น ตามดูหน่อยว่า มันเห็น แก่ตัว ประเภทไหน ไม่อย่างนั้นแก้ไม่ถูก เพราะว่า เราเคยเจอกันมาแล้วทั้งโลก เคยมีบันทึกกันทุกประเทศ เช่นเศรษฐีนะ ไม่ใช่ยากจน...เป็นเศรษฐีแต่มันเห็นแก่ตัว เคยมีเรื่องปรากฏ อีกเหมือนกัน ภรรยาเศรษฐี ลูกเศรษฐี รวยแสนจะรวย แต่เข้า Supermarket ไปขโมยของใน ร้านเขา...นี่ไม่ใช่นิสัยแล้ว...นี่สันดานข้ามชาติ
เมื่อเรามองพอได้ภาพรวมๆแล้วว่า ความเห็นแก่ตัวเกิดจาก
1. สันดานข้ามชาติมาเลย ตรงนี้แทบว่าจะหมดทางแก้กัน แต่เอาล่ะ...ลองฝืนใจดู ลองฝืนใจแก้ดู
2. การเลี้ยงดูที่ไม่ดี สิ่งแวดล้อมตั้งแต่เล็กไม่ดี พวกนี้ก็มีทางแก้
3. บริหารงาน บริหารเงินไม่เป็น นิสัยเห็นแก่ตัวประเภทนี้เพิ่งมา เกิดทีหลัง ตรงนี้หนทางแก้ พอมากสักหน่อย
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เป็นหลักไว้ พวกเห็นแก่ตัวนี้ พระองค์ตรัสเอาไว้ว่า เป็นกิเลสประเภทอยู่ในตระกูลโลภะ แต่ว่าจะโลภะ หรือโลภ หนักไปหน่อย มันก็เลยออกมาเป็นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา
ทีนี้ ในที่ทำงานที่คุณโยมต้องเจอ...คุณโยม เมื่อมันเป็นที่ทำงาน จะบอกว่า...ถ้าอย่างนั้นจับแกย้ายไป...มันก็ไม่ได้ เราจะย้ายเอง เอาตัวออก ไป...ก็ไม่แน่จะมีตำแหน่งให้หรือไม่
เราก็ย้ายไม่ได้ มันต้องอยู่กันเสียแล้ว เมื่อต้องอยู่กับคนพาล ปู่ย่าตาทวดให้ข้อคิดไว้อย่างนี้ก่อน ให้ข้อระวังก่อน ว่าอย่างไร...ท่องบทคาถานี้ไว้ให้ดี
1. ทนนะลูก ทนไปเถอะ นี่ข้อแรกเลย
2. ทำตัวเหมือนอย่างกับคนผิงไฟ คือ มันหนีไม่ได้แล้ว...เป็นอย่างไร...เหมือนคนผิงไฟ หน้าหนาวมันหนาว ไม่เข้าใกล้เตาผิงมันก็หนาว แต่เข้าใกล้นัก มันไม่ใช่ผิงนะ มันย่างนะ เดี๋ยวพองนะ เดี๋ยวสุกนะ ก็ต้องมองกันตรงนี้ให้ดี
คุณโยม...หนีกันไม่พ้น ก็เว้นวรรคให้ดี แล้วก็ทนกันไป และในขณะที่ทนกันไปนี่เอง ตีกรอบในเรื่องวินัยให้ดี ใช้วินัยเป็นเส้นแบ่งพรมแดนกัน มีขอบมีเขต วินัย จะเอาวินัยในเรื่องเวลา หรือวินัยในเรื่องการเงิน วินัยในเรื่องอะไรก็ตามที่เราจะต้องทำ งานร่วมกันล่ะก็ ตีกรอบในเรื่องวินัยนั้นๆให้ดี
เมื่อเราตีกรอบวินัยเอาไว้ดี ก็นั่นแหละ ไม่ใกล้ไม่ไกลแค่เตาผิง ไม่ใช่เตาย่าง นะคุณโยมนะ
จากนั้น ก็ดูก็แล้วกัน ค้นให้ได้ สังเกตให้ได้ว่า ที่มาของนิสัยของเขา นั้น อยู่ในกลุ่มไหนที่ว่ามาแล้ว แล้วก็แผ่เมตตา แล้วหาวิธีแก้กันเป็นเปราะๆ ไป
เปราะแรก ประเภทที่ใช้เงินไม่เป็น เดี๋ยวสอนวิธีบริหารงาน บริหารเงิน ก็ลงตัว
เปราะที่สอง ยากขึ้นมาหน่อย ประเภทที่การเลี้ยงดูไม่ดี ต้องใช้เวลาปรับสิ่งแวดล้อม แผ่เมตตาให้เยอะ แล้วก็นึกว่า เลี้ยงลูกก็แล้วกันนะ แก้ไขกันไป
เปราะที่สาม ถึงขนาดหนักๆ...ประเภทที่เป็นสันดานติดตัวข้ามชาติมา ก็คงจะต้องปล่อยให้หลวงพ่อท่านจัดการ ถ้าหลวงพ่อท่านเทศน์แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ คงให้ยมบาลเทศน์แทนก็แล้วกันนะ
มันคงได้อย่างนี้แหละคุณโยม แล้วต้องยอมรับกันว่า คนที่จะแก้สิ่งเหล่านี้ ได้เด็ดขาด ต้องเป็นผู้ที่หมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระเถระที่ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมจริงๆ อย่างเรามันยากหน่อย...คุณโยม
9 มีค. 2553