
เมื่อวันศุกร์ไปกองละครซึ่งปักหลักถ่ายทำอยู่ที่บ้านสรกฤต กรมชลประทาน วันนี้มีน้องแบงค์กับน้องเบลล์มาเข้าฉากด้วย 2 คนนี้เคยแต่เข้าฉากบ้านตัวเองที่หรูดูดี มีแอร์เย็นสบาย พอมาเจออากาศร้อนของบ้านสรกฤต มึนกันไปทีเดียว จนต้องแอบไปเดินเล่น เพื่อหาที่ตากแอร์กัน แต่สุดท้ายหลับอยู่ในรถนั่นแหละ
เนื่องจากเป็นบ้านของกฤต ดังนั้นแบงค์และเบลล์จึงไม่ต้องเข้าฉากมากเหมือนตี๋และพะแพง พี่กุ้งจึงมีโอกาสนั่งคุยกับน้องๆ ช่วงอาหารเย็นไปจนถึงกลางคืน เลยเล่าให้น้องฟังว่าวันแรกที่เปิดกล้องละครเรื่องนี้ เราถ่ายทำกันที่บ้านริสา วันที่ 2 ถ่ายที่บ้านสรกฤต พอวันที่ 3 ไปถ่ายบ้านนิพัธ พอตี๋มาถ่ายบ้านนิพัธ ตี๋ถึงกับพูดว่าทำไมบ้านนิพัธถึงแตกต่างกับบ้านสรกฤตราวฟ้ากับเหว แบงค์หัวเราะขำใหญ่แล้วเล่าว่า วันก่อนผมไปยืนกดเงินอยู่ ตกใจเลยได้ยินเสียงแม่ค้าแถวนั้นบอกว่า กดเผื่อด้วยหมื่นนึง พอหันไปมองแม่ค้าก็บอกว่า เห็นในละครบ้านรวยมากไม่ใช่เหรอ 555++ ละครเราเรตติ้งใช้ได้แฮะ

จริงๆ แล้วที่อยากจะพูดก็คือ การได้คุยกับแบงค์และเบลล์ทำให้พี่กุ้งเข้าใจเด็กวัยรุ่นมากขึ้น พี่กุ้งถูกสอนหรืออบรมมาว่าเวลาทำอะไรอย่าทำแค่ดี (Good) ไม่ใช่แค่ดีมาก (Very Good) แต่ให้ทำให้ดีที่สุดหรือดีเลิศ (Excellent) ดังนั้นพี่กุ้งก็จะคาดหวังจากคนอื่นที่แวดล้อมตัวพี่กุ้ง โดยเฉพาะคนที่พี่กุ้งรักและรู้สึกดีด้วยมากๆ ค่อนข้างสูงว่าเขาก็ต้องทำทุกอย่างดีที่สุดเช่นกัน ดังนั้นเมื่อไม่ได้อย่างที่คาดหวังก็ทำให้ผิดหวังและหงุดหงิดมาก แต่ก็แค่หงุดหงิดทั้งๆ ที่น้องๆ หลายคนที่ออฟฟิศต่างพากันพูดว่า พี่กุ้งสมควรโกรธมากๆ ความจริงแค่หงุดหงิดนี่พี่กุ้งก็ไม่ชอบตัวเองแล้ว เพราะว่าการหงุดหงิดอารมณ์เสียไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย เพราะเห็นชัดว่าพี่กุ้งอยู่ๆ ก็เป็นสิวขึ้นมา ทั้งๆ ที่ไม่อยู่ในวัยที่ควรจะมีสิว แต่คงเพราะความหงุดหงิดเป็นเหตุ ก็ละครเรื่องนี้มีเรื่องวุ่นๆ อยู่ตลอดน่ะซิ ทุกครั้งที่รับโทรศัพท์จากคนในกอง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ธุรกิจกอง ล้วนต้องมีปัญหามาให้แก้ไขตลอด แต่โชคดีที่พี่กุ้งมีทัศนะคติที่ดีต่อปัญหาแม้ว่าจะเครียดก็ตาม เพราะพี่กุ้งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแต่จำชื่อไม่ได้ ที่แนะนำว่าให้ทำตัวเป็นปลาโลมา เมื่อเจอกับคลื่นซึ่งก็เปรียบเหมือนปัญหา ก็ให้สนุกกับการโต้คลื่นไปเลย คนที่ชอบเล่นกระดานโต้คลื่นพี่กุ้งเชื่อว่าเค้าก็คงมีทัศนะคติต่อปัญหาแบบปลาโลมาเช่นกัน สนุกกับปัญหาไปซะเลย แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ บางเรื่องบางปัญหาแทนที่จะอารมณ์เสียพี่กุ้งก็ขำๆ แทน

หลายคนที่ไปกองถ่ายอาจเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับ เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรค่ะ เมื่อวันพฤหัสปลายเดือนมกราคม พี่จิ๊บโทรมาขอว่ามีงานภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู๊ดร่วมทุนกับไทย และชวนพี่จิ๊บไปกำกับภาพ พี่ จิ๊บอยากทำ ซึ่งต้องเตรียมงานต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ไม่สามารถที่จะกำกับงานละครให้พี่กุ้งได้อย่างเต็มที่ พี่กุ้งก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวปัญหานี้พี่กุ้งจัดการเอง น้องๆ ที่ออฟฟิศบอกว่าพี่กุ้งสมควรโกรธพี่จิ๊บ แต่พี่กุ้งคิดดูแล้วว่ามันเป็นปัญหาของพี่กุ้งก็จริงอยู่ แต่มันเป็นโอกาสของพี่จิ๊บ และพี่กุ้งก็คิดเสมอว่าคนเราอย่าปิดกั้นโอกาสของคนอื่น ดังนั้นพี่กุ้งก็ปล่อยพี่จิ๊บไปทำงานภาพยนตร์และติดต่อพี่รันหรือ "กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์" ซึ่งเป็นผู้กำกับที่เคยร่วมงานกับพี่กุ้งมาแล้ว 3 เรื่อง คือ ครอบครัวตัว อ (เอ อนันต์ , เอ๊ะ ศศิกานต์ และอนัน อันวา) สู่ฝันตะบันแข้ง (ลิฟท์,ออย) และพี่น้อง 2 เลือด (แดน,บีม) ต่อจากนั้นก็ไปทำภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือรูมเมท พี่รันทำงานกำกับละครเรื่องแรกในชีวิตของตัวเองให้พี่กุ้ง คือ ครอบครัวตัว อ ตอนอายุ 27 ปี ปีนี้พี่รันก็ 37 ปีแล้ว เวลาใครบอกว่ารู้จักพี่กุ้งมา 10 ปี 20 ปีแล้ว พี่กุ้งจะสะดุ้งตกใจทุกที ที่อยากจะบอกก็คือ พี่รันเป็นคนที่ทำงานดีมาก ภาพสวยเช่นกัน และที่สำคัญเป็นคนทำงานละเอียดมากๆ แถมดุด้วยเล็กๆ พี่รันเป็นคนที่พี่กุ้งมองว่า เป็นคนตั้งใจทำงานให้ดีเลิศเช่นกัน ถ้าจะว่ากันตามจริงก็คือ ตามแผนพี่รันจะมากำกับละครเรื่องต่อไปให้พี่กุ้ง เพียงแต่พี่กุ้งมีปัญหาในเรื่องนี้พี่รันก็เลยมาช่วยก่อน ก็ต้องขอบคุณพี่รันที่อุตส่าห์อดหลับ อดนอน ใช้เวลา 5 วัน ทำการบ้านก่อนกำกับละครเรื่องนี้ให้พี่กุ้ง สำหรับพี่จิ๊บถ้าพี่กุ้งจัดแตะบอลได้ (มีผู้สนับสนุนให้จัด) พี่จิ๊บก็จะมาเป็นผู้รักษาประตูให้ เพราะตี๋ขอพี่กุ้งไว้ว่า ให้พี่จิ๊บมาเป็นผู้รักษาประตูนะพี่กุ้ง มันเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก ต้องยกให้พี่จิ๊บ ตี๋เป็นเด็กที่มีจิตใจดีมากๆ ในสายตาของพี่กุ้ง วันที่เข้ามาคุยกับพี่รันครั้งแรก ตี๋แวะขึ้นมาถามคำถามพี่กุ้งว่าพี่กุ้งครับ พี่กุ้งเปลี่ยนผู้กำกับพี่จิ๊บไม่เสียใจหรือครับ พี่กุ้งต้องอธิบายว่าพี่กุ้งไม่ได้อยากเปลี่ยนผู้กำกับ เพราะมันทำให้งานล่าช้า ต้องนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นเพราะพี่จิ๊บมาขอพี่กุ้งไปทำงานหนังก็เท่านั้นเอง บางครั้งการเป็นพี่เป็นผู้ใหญ่กว่า ก็ต้องเรียนรู้ที่จะใจกว้างให้กับน้องๆ เช่นกัน
ย้อนกลับมาถึงแบงค์และเบลล์ ที่พี่กุ้งบอกว่า มีดีกว่าที่คิด ก็เพราะจริงๆ พี่กุ้งก็มองน้องสองคนนี้ว่ามีดีอยู่แล้ว ถึงได้ชวนมาร่วมงานด้วย แต่ไม่คิดว่าในความเป็นเด็กวัยรุ่นของทั้ง 2 คน จะสามารถพูดให้พี่กุ้งเข้าใจได้ว่า “พี่กุ้งอย่าทำตัวเป็นคุณแม่ขี้บ่นซิ ยิ่งคุณแม่ขี้บ่นเท่าไรลูกๆ วัยรุ่นอย่างพวกเราก็ยิ่งไม่ฟังเท่านั้น” พี่กุ้งเข้าใจแล้วว่าต้องลดความคาดหวังในตัวคนอื่นลงบ้าง เพราะเด็กคือเด็กอยู่ดี ต้องค่อยๆ เรียนรู้และดูแลเอาใจใส่กันไป ก็จะให้เด็กๆ เป็นอย่างที่เราต้องการนั่นคือ ตั้งใจทำทุกอย่างให้ Excellent ในวันนี้ พรุ่งนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราคงไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้โตได้ในชั่วข้ามคืน ก็ขอบคุณน้องแบงค์น้องเบลล์ ที่เป็นวัยรุ่นรับฟังคุณแม่ขี้บ่นอย่างพี่กุ้ง พร้อมทั้งสะท้อนมุมมองให้พี่กุ้งเห็นความคิดของวัยรุ่นยุคนี้ ว่าแล้วก็อยากจะชวนคนรักแบงค์เบลล์ไปทำบุญร่วมกันในเดือนแห่งความรักนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พี่กุ้งจะพาน้องแบงค์และเบลล์ ไปทำประโยชน์กับสังคมโดยไปช่วยกันทำความสะอาดวัด พร้อมทั้งทำบุญถวายหลอดไฟ และปัจจัยอื่นๆ แก่วัด ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ พี่ตุ๋ม 02-938-5420-1 ต่อ 11 นะคะ ที่น้องตี๋และน้องพะแพงไม่ได้ไปด้วยก็ไม่ใช่อะไร การที่จะหาเวลาให้คน 4 คนว่างพร้อมกัน เป็นเรื่องยากค่ะ ครั้งนี้ขอพาไป 2 คนก่อนก็แล้วกัน แล้วพี่กุ้งจะมาพูดถึงนักแสดงอาวุโสในตอน 19+6 นะคะ ขำๆ ค่ะ อ้อแล้วก็จะแถมท้ายฉากสะเทือนอารมณ์สุดๆ ระหว่างสรกฤตและแพรวา เรียกว่าพี่รันทำออกมาจนพี่กุ้งอึ้ง แล้วตัดสินใจไม่ถูกว่า ฉันจะใส่เพลงไหนดีระหว่าง "หัวใจวายคนใกล้ตาย" ของพะแพง กับ "อยากให้รู้ว่ารักเธอ" เพราะเพลงพะแพงออกแนวร็อค กลัวว่าอารมณ์จะสะดุด และฉากนี้มีน้ำตาแพรวาซะด้วย แต่เสียดายมาไหลตอนเดินผ่านดอลลี่กล้องไปซะแล้ว...เสียดายสุดๆ พรุ่งนี้มาฟังกันต่อค่ะ ♦
.gif)
1 กพ. 2553