daradaily : ดาราเดลี่
    
Column
.
เรื่องย่อละคร แววมยุรา จุดนัดพบ แหม่มแก้มแดง แม่ยายที่รัก รักออกอากาศ ทองประกายแสด สะใภ้พญายม Column :: เฉลิมเกียรติ ดุจดาวดิน มุกเหลี่ยมเพชร ต้มยำลำซิ่ง นางฟ้ากับมาเฟีย หมูแดง ศีล 5 คนกล้าท้าอธรรม เรื่องย่อละคร :สามหนุ่มเนื้อทอง story teller by PeeKung

 Popular Tags

อั้ม พัชราภา พลอย เฌอมาลย์ แพนเค้ก เขมนิจ พิ้งกี้ สาวิกา มาริโอ้ เมาเร่อ เซ็กซี่ เป้ อารักษ์ ชมพู่ อารยา ฟิล์ม รัฐภูมิ เป้ย ปานวาด อั้ม อธิชาติ วุ้นเส้น วิริฒิพา AF ขวัญ อุษามณี ก้อย รัชวิน นุ่น รมิดา ตี๋ วิวิศน์ ช่อง 3 แตงโม ภัทรธิดา โบวี่ อัฐมา ซีแนม สุนทร คอนเสิร์ต ฟลุค เกริกพล E-news E-news by daradaily เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ป๋อ ณัฐวุฒิ หนุ่ม กรรชัย หยาดทิพย์ ราชปาล โปรโมชั่น ลดราคา นุ่น วรนุช แดน วรเวช วี วีรภาพ ชาคริต แย้มนาม แป้ง อรจิรา จ๋า ณัฐฐาวีรนุช เปรม บุษราคัมวงษ์ เคน ธีรเดช โน้ต วิเศษ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ สงกรานต์ เตชะณรงค์ แอฟ ทักษอร พะแพง ศุภรดา กอล์ฟ พิชญะ M CHANNEL เอ ศุภชัย Daradaily เมย์ เฟื่องอารมย์ นก อุษณีย์ หญิงแม้น ทาทา ยัง บี้ สุกฤษฎิ์ กบ สุวนันท์ เจ เจตริน แทค ภรัณยู ได๋ ไดอาน่า แอน ทองประสม ก้อง กรุณ มาช่า วัฒนพานิช ช่อง 7 จุ๋ย วรัทยา
News

"ทรงพล" คัดหนังดี "เอ็ม พิคเจอร์ส" เพื่อคนดู

 - 
15 ตค. 2551
[2175 Views]
เกาหลี  ทรงพล วงษ์คนดี  ลิขสิทธิ์ภาพยนตร์  Death Note  จวน จี ฮุน  
"ทรงพล"  คัดหนังดี "เอ็ม พิคเจอร์ส" เพื่อคนดู

ทรงพล วงษ์คนดี ซึ่งรั้งตำแหน่ง "ผู้จัดการฝ่ายคัดสรรภาพยนตร์


       บ.เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด ที่เคยเลือกภาพยนตร์คุณภาพ "I’m a Cyborg, but It’s Okay" ผลงานของนักร้องซูเปอร์สตาร์เอเชีย "เรน" มาให้แฟนได้ชมกัน

ล่าสุดคว้าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ "ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ บอยส์" หรือในชื่อไทย "มหาวิบัติ...ดวงตาถล่มล้างโลก" จากทีมผู้สร้าง "Death Note" ซึ่งการันตี ความอลังการงานสร้างด้วยฝีมือสุดๆ 

วันนี้ทีมงาน "ดาราเดลี่" ได้มีโอกาสสัมผัสเสี้ยวหนึ่งของการทํางานและเจตนาอันแน่วแน่ ที่ทางค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส ยังคงเดินหน้าสรรหาภาพยนตร์คุณภาพ โดยเฉพาะ "เอเชีย" ให้ผู้เสพได้ติดตามกันต่อไป

ไปดูมุมมองตลาดหนังของ บ.เอ็ม พิคเจอร์ส ในอดีตสักหน่อย

- แนวความคิดที่นําภาพยนตร์เอเชีย ทั้ง เกาหลี และญี่ปุ่น มาบุกตลาดเมืองไทย เริ่มมาจากตอนไหน?

"แต่ก่อนบริษัทมีการนําภาพยนตร์ฮ่องกงเข้ามาฉาย และพอถึงจุดๆ หนึ่งซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและรสนิยม ทางผู้บริหารเองก็มองว่าตลาดเมืองไทยยังไงก็ยังเสพหนังโซนเอเชียอยู่ดี แล้วโชคดีตรงที่ไปเทศกาล  หนังแห่งหนึ่ง และได้มองดูหนังเกาหลีหลายๆ เรื่อง และลองหันมามองตลาดใหม่ๆ อย่างตลาดหนังของเกาหลีก็ไม่แพ้หนังฮ่องกง เลยตรงนี้เองที่เป็นจุดที่ทางบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงและก็เริ่มทดลองหลายๆ รูปแบบ หลายๆ แนวภาพยนตร์ อาทิ ชิริ (แอ็คชั่น), บีชุนมู (กําลังภายใน) และประสบความสําเร็จมากๆ คือ แนวรัก, ตลก-คอมเมดี้ และดราม่าบีบน้ำตา ซึ่งหนังเกาหลีเรื่องที่คนจําภาพของบริษัทได้ และเหมือนเป็นใบเบิกทางให้ตลาดเกาหลีบูม คือ "ยัยตัวร้ายกับนาย เจี๋ยมเจี้ยม" พร้อมแจ้งเกิดนางเอกสุดฮอตของเอเชีย "จวน จี ฮุน" ซึ่งเรื่องนี้ทางฮอลลีวู้ดก็นําไปรีเมคด้วย

ปีที่ออกฉายปีนั้น หนังเกาหลีที่เก็บไปคร่าวๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ 20 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง จําได้ว่าตอนนั้นเข้าฉายประมาณเดือนพฤษภาคม ต่อๆ มาก็ทําให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ทางบริษัทก็มีการเปลี่ยนแนวนําหนังผีเรื่อง "ตู้ซ่อนผี" ก็ประสบความสําเร็จ

จากนั้นก็มีการนําหนังเกาหลีเข้ามาฉายอีก ผลงานของ "จวน จี ฮุน"  Winddtruck (ยัยตัวร้ายกับนายเซ่อซ่า-2004), รวมแล้วหนังเกาหลีของบริษัท ทําเงินสูงสุด 3 ปีต่อเนื่อง และเรื่องหลังนี่เองที่มีการเชิญดาราเกาหลีเข้ามาพบปะแฟนๆ ในรอบสื่อมวลชน ก็ประสบความสําเร็จเกินคาด

- ตรงจุดไหนที่หันมามองตลาดภาพยนตร์ "ญี่ปุ่น" ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสว่าหนังญี่ปุ่นแพง และมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เยอะ?

"ตอนทําหนังเกาหลีเกิดจากสมมติฐาน และอยู่ที่ความน่าสนใจของตัวหนัง พอมองว่าน่าจะลองมองหาหนังชาติอื่นๆ บ้าง ของผู้กํากับฯ ดังๆ ดาราดังๆ แล้วก็เริ่มพอไปได้และเห็นตลาด

จากนั้นด้วยความที่ชอบอ่านการ์ตูนอยู่แล้ว และมาโดนใจจริงๆ กับ "Death Note" ซึ่งทราบว่าจะสร้างจากหนังสือการ์ตูนมาสู่จอเงิน จากความที่ส่วนตัวที่ดูแลในส่วนของการซื้อหนังมาระยะหนึ่ง เลยทําให้เห็นโอกาสว่าการที่นําการ์ตูนมาสร้าง หนังมีกลุ่มแฟนคลับประจําอยู่ตามเว็บบอร์ดและอินเตอร์เน็ต   

ซึ่งแรกๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับดี พอนําเข้ามาฉายแล้วเกิดการต่อยอดที่คุ้มค่า เพราะบริษัททางญี่ปุ่นก็เห็นการตอบรับของ "Death Note" ทําให้เครดิตของบริษัทพลอยเป็นที่ชื่นชอบของบริษัทที่จัด จําหน่ายที่โน่นด้วย"

- แรงโน้มถ่วงที่ทําให้ตัดสินใจซื้อภาพยนตร์เรื่อง "ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ บอยส์" หรือในชื่อไทย "มหาวิบัติ...ดวงตาถล่มล้างโลก" มาฉาย?

"คงจะมาจากหลายๆ ปัจจัยอย่างที่เห็นได้ชัดเป็นการต่อยอดของทีมงานที่สร้าง "Death Note" อย่างตัวดารามีอิทธิพลในบ้านเราสูง ที่ทําให้คนติดตามและรู้จัก และในแง่ของการดําเนินงานสร้างต่อมาคือรูปแบบที่นําเสนอและประเด็นของหนัง ที่กินเวลาผิดกัน อย่างเรื่อง ทเวนตี้ฯ กินเวลาถึง 50 ปีในการนําเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ "Death Note" เป็นเวลาสั้นๆ แค่ 10 กว่าวัน อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของคําทํานาย หมอดู และอนาคต ที่เกี่ยวกับหายนะโลกซึ่งทุกๆ คนได้ดูกันบ่อย หรือหายนะทางธรรมชาติ ซึ่งนําเสนอเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งตรงนี้ก็คงจะทดแทนในการใช้ดาราไปได้"

- ตัวหนังมี 3 ภาคสร้างออกมาอย่างไร?

"รวดเดียวจบเลย เพราะจากต้นฉบับเดิมที่เป็นคอมมิคบุ๊คส์ ตัวเรื่องใช้เวลาในการเขียนถึง 8 ปี และมีการผูกเรื่องกันจับต้นชนปลาย ที่มีเสน่ห์ของการ์ตูน เลยต้องนําความเป็นการ์ตูนมาถ่ายทอดให้หมด

โดยสร้างทีเดียว 3 ภาคต่อเนื่อง และไม่มีการเปลี่ยนจากต้นฉบับเดิมของหนังสือการ์ตูนที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เพราะบางหน้าจะมีผลต่อเนื่องไปอีกหน้าหนึ่งในหนังสือ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่จะถัดๆ ไปอีกเล่มหนึ่งก็จะมีเหตุและผลรองรับ

ซึ่งผู้สร้างเองบอกไว้เลย จะใช้หนังสือเล่มนี้เป็นต้นฉบับของภาพยนตร์ ประมาณก๊อบปี้หน้าของการ์ตูนมาถ่ายบนแผ่นฟิล์มก็ว่าได้"

- ในแง่ของการซื้อขายภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

"ก็ต้องบอกไว้เลยว่า สูงทีเดียว แต่การขายภาพยนตร์ของญี่ปุ่นจะมองในแง่ของศิลปะมากกว่า ด้านการตลาดจะเป็นอะไรที่เข้าอกเข้าใจพอสมควร ที่ไม่ต้องมากําหนดกฎเกณฑ์ โดยจะมีการเฉลี่ยและประเมินราคาอยู่แล้ว ไม่มีหรอกนะที่จะมาโก่งราคา อะไรทํานองนี้ เพราะเขามีแนวทางธุรกิจแบบสมเหตุสมผล อย่างเรื่องนี้มีการลงทุนสูงที่สุดในญี่ปุ่นตอนนี้ 6,000 ล้านเยน ซึ่งตอนที่เจรจาก็เป็นราคาที่เหมาะสม และเครติดที่ไว้ใจให้ทางบริษัทจัดจําหน่ายให้

เพราะการสร้างภาพยนตร์, ซีรีส์ จะลงทุนสูงมากๆ ถ้าเช่นนั้นจะมีการลดต้นทุนในการเสี่ยงด้วยการร่วมทุนกับพันธมิตรหลายๆ อย่าง เช่น ในการซื้อลิขสิทธิ์จริงๆ ก็ต้องดูเรื่องของบริษัทที่ร่วมทํางานด้วยว่า ทางผู้ซื้อจะนําไปใช้อะไรบ้าง ก็ต้องขอสิทธิ์อยู่เยอะ จนพอหลายปีผ่านมามีการเปลี่ยนแปลง บริษัทผู้สร้างเองก็อยากจะเปิดตลาดให้คนรู้จักเลยต้องหาทางที่ไม่ทําให้ตัวบริษัทถูกบีบและจํากัดวง เลยเป็น การก้าวกระโดดที่สําคัญของการซื้อขายหนังในปัจจุบัน"

- มองกลุ่มเป้าหมายในตลาดเมืองไทยไว้อย่างไร?

"อยากจะให้ได้ทุกกลุ่มแหละ อย่างแง่ของการนําเสนอในภาคแรก เน้นให้เห็นว่าตัวหนังมีความน่าสนใจของปริมาณทั้งเรื่อง การลงทุนสูงที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น, เป็นหนังที่มีผู้คนรอดูมากที่สุดของการ์ตูน, เป็นหนังที่เปิดตัวอันดับ 1 ตลอด 4 สัปดาห์ที่เข้าฉายในเชิงคุณภาพเอง ตัวเนื้อเรื่อง ในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ก็คว้ารางวัลมาแล้ว เลยมองว่าถ้าคนได้รับรู้ในกลุ่มกว้างก็จะทําให้ดูหนังได้สนุก

หรืออีกมุมหนึ่งคือแกนของเรื่องที่เกี่ยวกับหายนะ, ความดีความชั่ว ซึ่งคล้ายกับหนังที่เห็นภาพได้ชัดอย่าง ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ที่เป็นแนวแฟนตาซี  นําเสนอตรงนั้นได้ก็จะทําให้โน้มน้าวคนที่มาดูได้ว่า หลังจากดูจบแล้วตัวหนัง   ให้อะไรกับชีวิตได้พอสมควร พร้อมกับความสนุกกลับบ้าน"

- ถามถึงโปรแกรมเด็ดๆ ในปีหน้าของภาพยนตร์เอเชีย?

"ปีหน้าคงจะต่อยอดกับ 20 Century Boys (ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ บอยส์) หรือในชื่อไทย "มหาวิบัติ...ดวงตาถล่มล้างโลก" ที่เป็น 2 ภาคจบ จากนั้นก็ปลายปี  "เค-ทเวนตี้" หนังของ ทาเคชิ คาเนชิโร่  ซึ่งเนื้อหาของหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของฮีโร่ที่ใส่หน้ากากปราบอธรรม, แล้วก็จะมีอะนิเมชั่นของผู้สร้างอะกีระ เป็นหนังคุณภาพ และล่าสุดผู้สร้างโซนี่ก็ซื้อสิทธิ์นําไปฉายในฮอลลีวู้ด และทางบริษัทก็คว้าสิทธิ์มาไว้ในมือแล้ว

เรื่องที่คิดว่าใหญ่สุดในโทนหนังเอเชียคือ "Blood The Last Vampire" ผลงานของ จวน จี ฮุน ซึ่งทางบริษัทมีความใกล้ชิดกับโปรดิวเซอร์อยู่แล้ว และทางเขาก็มีเจตนาที่อยากให้หนังเรื่องแรกที่พูดภาษาอังกฤษของ "William Kong" ได้รับการตอบรับดี ไม่ใช่แค่เป็นที่รู้จักและประสบความสําเร็จแต่เฉพาะในเอเชีย

ซึ่งทีมงานก็ใช้ทีมงานต่างชาติ และเดินทางไปถ่ายทําในหลายประเทศ เช่น อาร์เจนติน่า ตอนนี้เท่าที่คุยกันล่าสุดปลายเดือนนี้คงจะได้เห็นตัวอย่างและรายละเอียดอื่นๆ ภาพนิ่ง หรือเบื้องหลังการถ่ายทํา และโปสเตอร์มาให้ติดตามกันมากขึ้นแล้ว"

- สุดท้ายอยากจะให้ฝากถึงการก้าวต่อไปในอนาคตของบริษัท นําเข้าภาพยนตร์เอเชีย อีกบริษัทหนึ่ง?

"กระแสของหนังเอเชียตอนนี้ก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมีทั้งความใกล้และแตกต่าง ทั้งภาษาและเอกลักษณ์ของตัวเอง ตรงนี้เมื่อมีกระแสเอเชียที่เข้ามา การเสพความบันเทิงเป็นอีกหนึ่ง การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็น การเปิดรับและทุ่มทุนสร้าง แม้จะสู้ไม่ได้ แต่ในแง่ของความคิดและจุดเด่น เป็นอะไรที่เป็นความสําคัญของ "คน" มาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่ได้เสพและต่างจากฮอลลีวู้ด ที่เหมือน "อาหารจานด่วน" ซึ่งดูแล้วจบกัน และต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนผลงานของบริษัท และขอยืนยันว่าจะนําเสนอผลงานดีๆ และมีคุณภาพให้ได้ติดตามกันต่อไปอย่างแน่นอน"

เห็นถึงความพร้อมและอีกแง่มุมของ บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส แล้ว คงจะอยากรอให้ผลงานดีๆ ที่บริษัทนี้นํามาสู่ผู้ชมได้ติดตามกันในไม่ช้านี้ และอย่างไรก็ตาม โปรดอย่าลืมสิ่งที่เป็น "คนไทย" และหลงลืมความเป็น "คนเอเชีย" ไปละกัน สําหรับโอกาสหน้าจะคว้าตัวคนดังหรือผู้บริหารคนไทยมาร่วมพูดคุยกัน ก็คอยติดตามกันให้ดี

15 ตค. 2551

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นๆในหมวด

แสดงความคิดเห็น

ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนี้ได้ โดยกรอกรายละเอียดลงในฟอร์มต่อไปนี้

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในส่วนความเห็นท้ายข่าว เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเว็บไซต์ ดาราเดลี่ มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป
ความคิดเห็น
ชื่อ/Email ของคุณ ::





ความเห็น ::

(**ป้องกัน Spam กรุณากรอกตัวอักษรที่เห็นลงในช่องนี้)
 

ความคิดเห็น