ตลอดระยะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถเคลียร์กันได้จริง แล้วเหตุใด จึงต้องมีนายตํารวจใหญ่ "พลตํารวจเอกจงรัก จุฑานนท์ " มายืนเป็นสักขีพยาน ระหว่างกลาง "จา " กับ "เสี่ยเจียง " เล่า
นี่คือความคลางแคลงใจที่สังคมกําลังตั้งคําถาม ว่าทุกอย่างที่กินใจกันมาตลอดเวลา 3 เดือน จบจริงแล้วหรือ??
พระเอกนักบู๊ เดินทางไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พร้อมทนายความ เพื่อเข้าพบกับ พล.ต.อ.จงรัก ก่อนที่เสียเจียงและบุตรชาย "หนึ่ง-อัครพล" พร้อม "พันนา ฤทธิไกร " จะตามมาสมทบ เพื่อเจรจาตกลงหลังความขัดแย้งที่บานปลายไม่รู้จบ!!
การเจรจาได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน มีบทสรุปว่าจาจะกลับมาสานต่ออีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ โดยพระเอกนักบู๊ยืนยันว่าการที่มีผู้จัดการส่วนตัว ก็เพื่อให้มาคอยดูแลจัดการเงินในบัญชีให้ แต่ปฏิเสธว่าเพื่อนและผู้จัดการคนนี้ไม่ใช่ผู้ที่ทําให้ตนเปลี่ยนไป และยอมรับว่าที่ผ่านมาตนน้อยใจกับคําพูดของบุคคลที่นับถือเป็นพ่อคนที่สอง รวมถึงเรื่องตัดงบ เป็นเหตุให้ตั้งทนายมาเจรจาแทน
"ตอนนี้ใช้งบไม่รู้จะเท่าไหร่ก็ต้องใช้ หนังจะจบแล้ว เราจะปล่อยหนังออกแบบไม่ดีไม่ได้ บริษัทไม่เคยสร้างหนังส่งออกไม่ดี ถ่ายเสร็จเดือนไหนก็แล้วแต่พันนากับจาเขา แต่เอาจาไปถ่ายหนังให้จบ จบหนังเรื่องนี้แล้วเวลาจะคุยอะไรกันต่อก็คุยต่อหน้าคุณจงรัก เข้าใจนะ ไม่มีอะไร พูดต่อหน้าพี่จงรักที่เป็นตํารวจอย่างน้อยก็มีความยุติธรรม" ประมุขสหมงคลฯ - เสาหลักภาพยนตร์ไทยกล่าว และบอกว่าอยากให้ทุกอย่างจบ!
"เราอยากให้เรื่องนี้จบไป ยังมีคนนั่งตั้งตารอคอย เมืองนอกก็รอสัญญาอยู่ ก็มาทําหนังให้จบ เพราะผมมีปัญหาเสียหายมาก วันนี้มาบอกกันให้เข้าใจจะได้จบไป มีอะไรมาคุยกัน ถ้าจะเอาอะไรมาพูดกันต่อหน้าคุณจงรัก แฟร์ๆ" และการกลับมาของจาครั้งนี้ เสี่ยเจียงยืนยันว่า ไม่มีข้อตกลงอื่นใด นอกจากการที่จาต้องมาทําหน้าที่
ผู้กํากับและนักแสดง สัญญาที่เซ็นไว้ก็ยังอยู่ในเงื่อนไขเดิม
"มันตกลงกันมาตั้งแต่แรกแล้ว จาเป็นผู้กํากับร่วมกับพันนา ต้องเข้าใจตามนี้ ปรัชญาเป็นโปรดิวเซอร์ แต่ทั้งปรัชญาทั้งพันนา เขาไม่ค่อยอยากจะช่วย เพราะว่าเกรงใจจา แต่วันนี้กูสั่งแล้ว สองคนต้องมาช่วย ปรัชญาต้องเป็นโปรดิวเซอร์ เพราะชื่อปรัชญาขายที่เมืองนอกได้ มีชื่อปรัชญา พันนา จา ในสัญญาที่เซ็นไม่ได้มีผมคนเดียว ให้เข้าใจให้ถูก"
ถึงแม้จะกลับไปทํางานและยอมรับว่าสบายใจขึ้น แต่จาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหลังจากหนังเรื่องนี้ปิดกล้อง อนาคตของตนจะเป็นอย่างไร? ขณะที่ "ปรัชญา ปิ่นแก้ว" ผู้มีส่วนร่วมในการปั้น "จา พนม " จนโด่งดังไปทั่วโลก เปิดใจล่าสุดว่า หมดสัมพันธ์ฉันพี่น้องกับจาไปตั้งแต่ที่มีข่าวเกาเหลากันในช่วงเริ่มต้นของโปรเจ็คท์
แม้ในความเป็นจริง ทั้ง 3 ฝ่ายจะต้องเดินหน้าทํางานต่อไป เพื่อให้การถ่ายทําภาพยนตร์เรื่อง "องค์บาก 2 " อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ หลังการทิ้งกองถ่ายไป ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน ของจา สามารถปิดกล้องได้
แต่ที่เห็นและเป็นอยู่สําหรับกรณีการขัดแย้งของพระเอกนักบู๊ "จา พนม " ประมุขแห่งสหมงคลฯ "สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ " และ "ปรัชญา ปิ่นแก้ว " ผู้อํานวย การสร้างองค์บาก 2 ความบาดหมางที่เกิดขึ้น ได้เกาะกินใจทั้ง เสี่ยเจียง-ปรัชญา และ จา จนกลายเป็นแผลขนาดใหญ่ที่ยาก จะรักษาให้หายขาดได้แล้ว
"พล.ต.อ.จงรัก" นายตํารวจที่คลุกคลีกับวงการบันเทิงมานานเกือบครึ่งค่อนชีวิตกล่าวสัพยอกพระเอกชื่อดังว่า "เรื่องนี้พระเอกตายตอนจบ" สะท้อนความจริงของความขัดแย้งนี้ได้อย่างดี เพราะถึงแม้จะจบจริง แต่เชื่อว่าเป็น การจบแบบศพไม่สวย อย่างแน่นอน! ♦
7 สค. 2551