และจ่อคิวเข้าฉายในไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ถึงวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว
ทุกอย่างล้วนเป็น "ของจริง-เรื่องจริง" ที่เกิดขึ้นระหว่าง "จา-พนม ยีรัมย์ " พระเอกนักบู๊ชื่อดัง ที่ขัดแย้งกับ "สหมงคลฟิล์ม " ซึ่งมี "เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ " เป็นหัวเรือหลัก
ประเด็นปัญหาที่ส่อเค้าความร้าวฉาน เริ่มขึ้นจาก "จา พนม " ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สร้าง-กํากับหนัง "องค์บาก 2 " ในนามบริษัทไอยราฟิล์ม แต่จู่ๆ "จา พนม" กลับทิ้งกองถ่ายกลางคัน จนทําให้เนื้อหนังที่ยังค้างอยู่ 20% ไม่สามารถจะเดินหน้าต่อไปได้
เพราะถ้าหาก "องค์บาก 2" ไม่เสร็จตามกําหนดเวลา นั่นเท่ากับว่า "สหมงคลฟิล์ม " จะต้องสูญเสียรายได้มหาศาล เพราะหนังเรื่องนี้ได้ไปทําสัญญาขายให้กับต่างประเทศเป็นการล่วงหน้าแล้ว
ขณะที่ "จา พนม " อ้าง สาเหตุที่ต้องทิ้ง "องค์บาก 2" เพราะว่าทางสหมงคลฟิล์ม ไม่ส่ง "น้ำเลี้ยง " ตามที่สัญญากันเอาไว้ เลยไม่มีเงินมาทําหนังต่อ จนทําให้เครียด หนีไปนั่งสมาธิตามป่าตามเขา
ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างชิงพื้นที่สื่อเพื่อที่จะทําความเข้าใจให้กับสังคม ที่เฝ้าติดตามประเด็นนี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นหน้าตาของประเทศทีเดียว
"จา พนม " ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นระยะๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์ ยืนยัน ว่าไม่ได้หนี แต่เครียดเรื่องงบประมาณในการทําหนัง แถมยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมาควักเงิน ส่วนตัวมาเป็นค่าใช้จ่าย จนเป็นหนี้เป็นสิน
ขณะที่ "สหมงคลฟิล์ม " ก็หาทางแก้ เพื่อให้ "องค์บาก 2" ถ่ายทําเสร็จตามที่กําหนดเอาไว้ ด้วยการให้ "ปรัชญา ปิ่นแก้ว " กระโดดเข้ามาเป็นผู้กํากับฯ แทนที่"จา พนม"
พร้อมๆ กันนี้ "เสี่ยเจียง " ก็ยังคงยืนยันความสัมพันธ์กับ "จา พนม" ว่า รักเหมือนลูก พร้อมที่จะให้อภัย และให้กลับมาทําหนัง "องค์บาก 2 " ต่อ จะหมดเงินไปอีกเท่าไหร่ก็พร้อมจะทุ่ม
"จา พนม " เกิดในวงการหนัง จนกลายเป็นพระเอกชื่อดัง ก็เพราะการให้โอกาสของสหมงคลฟิล์ม แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากฝีมือของเขาเอง ที่บู๊โดยไม่ใช้สแตนด์อิน แต่ถ้าหากไม่มีคนที่หยิบยื่นโอกาสให้ ก็อาจจะมาไม่ถึงวันนี้
ขณะที่ "สหมงคลฟิล์ม " เอง ก็มีรายได้จากการแสดงหนังของ "จา พนม " ไม่น้อย เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นความสําคัญของตัวเอง
คนหนึ่งรักเหมือนลูก แต่อีกคนมองว่าตัวเองมีความสามารถ จะโบยบิน ไปอยู่ไหนก็ได้ ที่สําคัญแต่ละฝ่ายต่างก็มีกองเชียร์ของตัวเอง คอยดันก้นให้ออกรบถึงขั้นแตกหักอยู่ตลอด
แม้แต่พ่อ-แม่ของ "จา พนม " ก็ต้องเดินทางมากรุงเทพ เพื่อให้ข่าว"ลูกกูอยู่ไหน "
ในที่สุดเลยเกิดข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ที่ทนายความของ "จา พนม " นํามายื่นให้กับ "สหมงคลฟิล์ม " เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ "สหมงคลฟิล์ม " ขีดเส้นตายให้ "จา พนม " ต้องเข้ามาเคลียร์ปัญหา
แม้วันนั้น "จา พนม " จะไม่ได้มาเอง ส่งแค่ตัวแทนที่เป็นทนาย ขณะที่ "เสี่ยเจียง " ก็ส่งลูกชาย "หนึ่ง อัครพล " และ "จารุ หร่ำเดช " เป็นตัวแทน ที่ตึกไอบีเอ็ม สะพานควาย ที่ทําการของสหมงคลฟิล์ม
ข้อเสนอทั้ง 7 ข้อ ประกอบไปด้วย
1. งบประมาณของงานที่เหลือทั้งหมด โปรดักชั่นส์ 55 ล้านบาท เป็นการเหมาทั้งหมด ไม่รวมค่าโพสต์ ค่าตัวดารา, ไฟ, สตูดิโอ, ฟิล์ม
2. ทีมงานโปรดักชั่นส์ จา พนม ขอเลือกเอง แต่ยังมี "พันนา ฤทธิไกร" รวมอยู่ด้วย
3. ให้ผู้จัดการส่วนตัวของ จา พนม ตรวจสอบดูแลบัญชีค่าใช้จ่าย
4. ระยะเวลาการถ่ายทําของงานที่เหลือนี้ จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน
5. ขอรายละเอียดค่าจ้างค่าตัวในการแสดง และกํากับเรื่องนี้
6. รายได้จากการจัดจําหน่าย และการฉายภาพยนตร์ ขอเหมา 50 ล้านบาท
7. ยกเลิกสัญญาจ้างนักแสดง ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546
ข้อเสนอที่ทนายความของ "จา พนม " นํามายื่นให้ในวันนั้น ถูก "หนึ่ง อัครพล " ปฏิเสธที่จะรับ เพราะ "จา" ไม่ได้มายื่นด้วยตัวเอง
ถ้ามองตามเกมแล้ว ความขัดแย้งระหว่าง "จา พนม " กับ "สหมงคลฟิล์ม " ยากที่จะประสานเสียแล้ว เมื่อมีข้อเสนอที่ทางสหมงคลฟิล์มก็ยากที่จะให้ได้เช่นเดียวกัน
เรื่องเงินไม่เท่าไหร่ แค่ 100 ล้าน นักเลงอย่าง "เสี่ยเจียง " ให้ได้ แต่เรื่อง "สัญญาจ้าง " ที่ถูกยื่นมาในข้อเสนอ คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน
เมื่อไม่ทําก็ไม่เป็นไร แต่ก็อย่าหวังจะไป "เกิด" ในที่ใหม่ได้..ศึกนี้คงยืดเยื้ออีกนาน!!♦
4 สค. 2551