ในแดนเขมร ไม่เหมือนเมื่อหลายเดือนก่อนที่เคยไป สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากประชาชนเขมรคือความเป็น “ชาตินิยม ” ตามที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง... พวกเขาคิดยังงี้ครับ
เรื่องราวเขาพระวิหาร เขมรมองว่าไทยชอบหาเรื่อง กรณีขึ้นทะเบียนมรดกโลก...เขาถือว่า เขาพระวิหารเป็นของเขมร ตั้งแต่วันที่ศาลโลกตัดสินเมื่อปี 2505 ก็เป็นสิทธิ์ที่เขาจะไปจดทะเบียนมรดกโลก คนไทยจะไปยับยั้งเขาทำไม
คนไทยไปยับยั้งเพื่อจะให้จดเป็นมรดกร่วม โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณรอบๆ ทางขึ้นเขาอยู่ฝั่งไทย ถ้าจะขึ้นปราสาทก็ต้องขึ้นทางฝั่งไทย จริงๆ แล้วในเกมนี้เขมรยอมอ่อนข้อให้ไทยทุกกรณีอยู่แล้ว เพราะเขาต้องการ จะให้บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
พวกเขารู้ดีว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถ้าจะมาเขาพระวิหาร ต้องมาจากฝั่งไทยอยู่แล้ว ถ้ามาจากฝั่งเขมรเส้นทางลำบาก - ไม่สะดวกสำหรับ นักท่องเที่ยว เรียกว่าพวกเขาต้องการแค่ “ผลพลอยได้ ” ส่วน “หลักการบริหารร่วม” ค่อยมาว่ากันตามความเหมาะสม
แต่เวลานี้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ - คนไทยแบ่งเป็น 2 พวก คือ พวกจ้องจะล้มรัฐบาล รัฐบาลทำอะไรจะถูกมองผิดไปหมด ใช้เวที - ใช้มวลชนเป็นภูมิคุ้มกัน โดยการผสมโรงของนักการเมืองฝ่ายค้านที่อยากเป็นรัฐบาล ก็ป้อนข้อมูล จับมือฝ่ายโค่นรัฐบาล
“ฝ่ายรัฐบาล ” และ “ฝ่ายโค่นรัฐบาล ” คือปฏิปักษ์ทางความคิดกัน ที่เป็นปัญหาทางการเมืองของไทย ที่คนต่างชาติโดยเฉพาะประเทศรอบบ้านเราอย่าง ลาว พม่า เขมร เวียดนาม มองออก และรู้ที่มาที่ไปดี
ประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่มีใครมองว่าไทยทำถูก ไม่เคยมองว่าไทยคือมิตรแท้ มองแค่เป็น “ประเทศที่รู้จัก ” นั่นคือจุดอ่อนของไทย
เขามองว่าไทยไม่มีทางสงบทางการเมือง และมองว่า “กลุ่มโค่นรัฐบาล ” ซึ่งถือเป็นกลุ่ม “ได้ใจ” หลังจากโค่นรัฐบาล - ไทยรักไทย หรือรัฐบาลทักษิณสำเร็จ รัฐบาลที่เป็นอยู่คือเงาของทักษิณ ไม่ควรบริหารบ้านเมือง บริหารไปก็ไม่แตกต่างจากเดิม จึงมีการปลุกระดมคนที่มีแนว คิดเดียวกันออกมาต่อต้านรัฐบาลทุกเรื่อง นั่นคือที่มาของความวุ่นวาย
การเมืองในประเทศไทยวุ่น ประเทศอื่นที่เขาสงบก็เดินเกมทางการค้า ทางธุรกิจ หรือแม้แต่ภารกิจทางการเมือง อย่างเขาพระวิหาร เขมรก็ได้ลูกพี่ใหญ่อย่าง ฝรั่งเศส จีน หนุน จนไทยทำอะไรไม่ได้ในเวทีโลก
นักธุรกิจไทยในกัมพูชา มีทั้งสิ้นประมาณ 1,500 คน ทั้งใหญ่และเล็ก ขณะนี้ประสบความเดือดร้อน เพราะประชาชนถูกชงให้แอนตี้สินค้าไทย จากนักการเมือง ผสมโรงจากนักธุรกิจจากประเทศต่างๆ ที่ลงทุนอยู่ในเขมร ใส่ไฟไทย สินค้าไทย ยอดขายลดลงถึง 80%
เป็นเรื่องน่าใจหาย คนเขมรที่เป็นลูกจ้างบริษัทคนไทยก็ลาออกไปทำงานที่อื่นมากมาย อยู่ไปก็ถูกเพื่อนฝูงเยาะเย้ยว่าเป็นขี้ข้าพวกอันธพาล เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงทีเดียว
ถามว่าปัญหาที่คนเขมรมีความคิดเช่นนี้ ใครเป็นคนก่อ การยกขบวนไปประชิดชายแดนจนคนไทยต้องฟาดฟันกันเอง สุดท้ายได้อะไรกลับมา
ผมถามเขาว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะจบอย่างไร...มีรบกันมั้ย ถ้ารบใครจะชนะ
เขาบอกว่า แค่เรื่องสุวนันท์ยังรุนแรงขนาดเผาสถานทูต เผาโรงแรม เรื่องเขาพระวิหารใหญ่กว่า โอกาสรบก็มีสูง เพราะเขมรมีเลือดรักชาติ 100% แต่เขาก็มั่นใจว่าจะจบลงด้วยดี โดยทั้ง 2 ประเทศบริหารบริเวณรอบๆ ร่วมกัน คงไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน เพราะ “ฮุนเซ็น ” ไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น
ถ้าเราลุยก่อน เมื่อนั้นแหละเวียดนาม ซึ่งเกลียดไทยเป็นทุนอยู่แล้วจะระดมกำลังช่วย ฝรั่งเศส จีน และอียู ที่เป็นพันธมิตรฝรั่งเศสจะลุกขึ้นมาช่วย ขณะที่ไทยมีอเมริกาเจ้าเดียวที่เย้วๆ อยู่ข้างหลัง
ถ้ามียิงกันคงกระจุยทั้ง 2 ฝั่ง จะไม่แค่เขาพระวิหารจะยับ บ้านริมชายแดน ปราสาทต่างๆ ก็จะถูกบอมบ์ไปด้วย กลายเป็นชนวนร้าวฉานที่ยากประสานของทั้ง 2 ประเทศ...ไม่มีใครอยากให้เรื่องอย่างว่านี้เกิด แต่ก็ใช่ว่าไม่มีโอกาสเกิด
ใครจะคิดว่านักธุรกิจไทยต้องเผชิญชะตากรรมในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว เวียดนาม เขมร ตลอดเวลาที่มีปัญหาทางการเมือง ขณะที่นักธุรกิจชาติอื่นๆ ไม่เคยประสบปัญหาอะไรเลย พวกเขาทำธุรกิจกับเพื่อนบ้านเราสบายๆ เช่น นักธุรกิจจาก ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน
บ่อนกาสิโนของมาเลเซียโดดเด่นกลางกรุงพนมเปญ ไม่มีใครมาข้องแวะ ร้านขายอาหารไทยเล็กๆ กลับถูกขโมยงัดทุกอาทิตย์ สินค้าบริโภคมีการกลั่นแกล้งเอาสิ่งแปลกปลอมยัด เพื่อให้คนของเขาแอนตี้ไทย นับวันยิ่งทวีความไม่ชอบประเทศไทย
การเมืองไทยที่แยกกันเป็น 2 ฝ่าย 2 ความคิด ซ้ำยังโยงเรื่องละเอียดอ่อนผสมเข้าไปก็กลายเป็นสงครามจิตวิทยา ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายทุกข์หนักก็เป็นของประเทศโดยรวม
ผมกลับมาถึงกรุงเทพ ต้องหยุดดูข่าวสารบ้านเมืองที่วนอยู่ 2-3 เรื่อง ไม่เขาพระวิหาร - ก็เรื่องฟ้องร้องกันและกัน...ยิ่งดูข่าว ยิ่งเครียด
ทหาร - ตำรวจ ช่วยอะไรไม่ได้ ต้องหันไปพึ่งศาลยุติธรรม เอะอะก็ไปศาลปกครอง,...ฝ่ายชุมนุมก็ชุมนุมไป, ฝ่ายการเมืองก็ว่าของตัวเองไป แต่ชาวบ้านร้านตลาดยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ชักหน้าไม่ถึงหลัง
อย่าไปใส่ใจมากมายนักว่าเขาพระวิหารจะจบอย่างไร แต่ต้องใส่ใจว่า ถ้าคนไทยทั้ง 2 ฝ่ายที่ถูกปลุกปั่นยุยง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับกันและกัน แน่นอนว่าความขัดแย้งต้องทวีมากขึ้นแน่ๆ
สถานการณ์การเมืองโดยรอบ กำลังบีบให้ประชาชนหาฝ่าย ไม่พอใจอีกฝ่าย ก็เป๋ไปหาอีกฝ่าย เมื่อประเทศไม่ใช่ของใครคนเดียว คำตอบในการดำรงตนในสังคม คุณเท่านั้นเป็นคนเลือกว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรในสถานการณ์นี้♦
29 กค. 2551