คือ เห็นภาพ - ฟังเสียงได้ แตกต่าง กับสื่อวิทยุที่ฟังเสียงได้อย่างเดียว สื่อสิ่งพิมพ์ก็อ่านได้เท่านั้นเอง ในโลกของสื่อซึ่งถูกมองว่ามีอิทธิพลสูงสุดต่อผู้บริโภค คือสื่อทีวี
ในปี 2550 ที่ผ่านมา ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลุ่มธุรกิจต่างๆ ในประเทศมีผลประกอบการ (รายได้ประจำปี) ลดลง หลายแขนงธุรกิจถึงกับขาดทุน แม้จะมีบางแขนงธุรกิจทำกำไรอยู่บ้าง
เกือบทั้งหมดของกลุ่มบริษัทที่ทำกำไร รายได้กำไรก็ลดลง หรือที่เรียกว่า “ขาดทุนกำไร” นั่นแหละ
ที่ชัดเจนและน่าตกใจของนักธุรกิจการเงิน-ไฟแนนซ์ ที่มีหน้าที่ค้าดอกเบี้ย มีหน้าที่อย่างเดียวคือนั่งนับกำไร
ในอดีตใครมีธุรกิจไฟแนนซ์-ธนาคาร หรือเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ มีแต่ความร่ำรวยมาเยือน
ปัจจุบันไม่ใช่เลย หลายแบงก์ไม่มีคนมากู้ หลายแบงก์มีคนกู้ แต่ ลูกค้าไม่จ่ายดอกเบี้ย - ไม่จ่ายต้น นานวันเข้าต้องยึดทรัพย์สินเขามา
บางครั้งสินทรัพย์ราคาแค่ 10 ล้าน แต่เวลากู้ - ทำราคาประเมินเป็น 30-40 ล้าน ตามแต่ผู้มีอำนาจในแบงก์กับผู้กู้ มีความสนิทสนมกันแค่ไหน...อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้
ปีที่ผ่านมา...ธุรกิจการเงิน หลายธนาคาร “ขาดทุนกำไร” ลดลงถึง 100% ก็มี
ข้อมูลลึกๆ ของบริษัทต่างๆ ในปัจจุบันกลายเป็น ไม่มีความลับอีกต่อไป เพราะส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งข้อมูลต้องถูกเปิดเผยสู่สาธารณะโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
ช่อง 3 หรือ บริษัท บีอีซี เวิลด์ เป็นบริษัทที่ติดอันดับต้นๆ ของ ประเทศ ที่มีตัวเลขกำไรสูงขึ้น...เรียกว่า กำไรมากขึ้นในทุกๆ ปี ในอัตราส่วนที่สูงขึ้น
ช่อง 7 สี ก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ 7 สีไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใครจะไปตรวจสอบรายได้ เขา หรือนำข้อมูลมาเปิดเผยไม่ได้ แต่ถ้าช่อง 3 ทำกำไร หลายพันล้านต่อปี ช่อง 7 สีก็ไม่แตกต่างแน่นอน
.jpg)
ผมกำลังบอกว่า ธุรกิจสื่อในยุคปัจจุบันมีอิทธิพลสูงมาก มีความต้องการสูงมาก ในขณะที่กลุ่มบริษัทสื่อ ไม่ว่ากลุ่มเคเบิลทีวี-กลุ่มทีวีดาวเทียม กำลังสับสน และความไม่ชัดเจนของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการสื่อ เรื่องมีโฆษณา-ไม่มีโฆษณา ยื้อกันอยู่ 4-5 ปี
ช่อง 7 - ช่อง 3 ก็กอดคอกันขึ้นราคาโฆษณาตามความต้องการของตลาด ลูกค้าที่มีเงินเยอะก็ใช้เงินครอบสื่อใหญ่ๆ ไว้ ลูกค้ารายเล็กๆ เงินไม่มากนัก ก็กระจายไปสู่ช่อง 5 - ช่อง 9 (ในส่วนที่เหลือจากเอเยนซีใหญ่ครอบครองอยู่)
ใครทำทีวี ถ้าจับจุดถูก หรือทำรายการติด โอกาสรวยอยู่แค่เอื้อม ถ้าใครทำไม่ติด เงินร้อยล้านก็หายวับไปกับตาเช่นกัน
เวลานี้ช่อง 3 ต้องถือว่ามีรายได้มากกว่า เพราะมีตัวเลขเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในตลาด ส่วน 7 สี จะเคลมกำไรมาก-กำไรน้อย ก็ได้
ความสำคัญของภาครายการโทรทัศน์ นอกจาก ละคร - วาไรตี้ - เกมโชว์ - ทอล์คโชว์ แล้ว ตัวเลขที่ทำกำไรให้ช่อง 3 มาก รองจากละครคือ ภาคข่าว ที่กระจายเต็มผังจากเช้า – ยันดึก
นี่คือความสุขที่ “นาย” ปลื้มที่สุด เพราะช่อง 3 อ่วมในส่วนของข่าวเสมอมา...ความต้องการช่อง 3 ที่มีต่อผู้ประกาศข่าวมีมากขึ้นทุกวัน ปัจจุบันต้องบอกว่า “กวาด” เกือบหมดประเทศแล้ว
กระนั้นก็ยังไม่พอ...เวลานี้จะเห็นผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่เกิดขึ้นเพียบ
แหล่งที่สร้างผู้ประกาศข่าวมากที่สุดคือ ช่องยูบีซี 7 เก่า หรือช่อง TNN.1 ในขณะนี้ ช่องนี้เขาเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ที่รักการทำงานด้านข่าวได้โชว์ความสามารถ พอเก่งขึ้นนิดหน่อย ก็จะถูกแย่งไปอยู่ตามช่องต่างๆ
คุณสมบัติผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ ต้อง หน้าตาดี - อ่านข่าวชัดเจน ดูดีมีเสน่ห์ ต่างจากยุคก่อน ซึ่งเน้นเรื่องอักขระชัดเจนเป็นจุดแรก หน้าตาดีเป็นเรื่องรอง
ช่อง 3 - ช่อง 7 สี...ต้องบอกว่า ใช้วิธีโตแล้วเรียนลัดดีกว่า เพราะไม่มีเวลาฝึก ใครเก่งก็เสนอเงินเดือนให้ดีๆ ใครๆ ก็อยากมา เพราะช่อง 3 โอกาสรวยมีสูง เพราะ “นาย” มักส่งเสริมและให้โอกาสคนเก่ง
ช่อง 5 คืออีกช่องที่ปัจจุบัน “เน้น” ผู้ประกาศหน้าตาดีๆ หลังๆ ใช้ดาราด้วยซ้ำไปมานั่งอ่านข่าว อลิซาเบท แซ๊ดเลอร์, หญิง-นราวัลย์ นิรัติศัย, มิลค์-เขมสรณ์ หนูขาว ฯลฯ เรียกว่าดูเพลินกันเลย
“ดาราเดลี่” เคยสำรวจเรื่องการชมข่าว - ชอบอะไรมากกว่า เรื่องอ่านข่าวดี น่าเชื่อถือ หรือหน้าตาดี คะแนนอยากดูคนหน้าตาดีขึ้นมาสูงปรี๊ด นั่นแสดงว่า ในภาคข่าวมีความเป็นวาไรตี้มากขึ้น
ยังไม่จบครับ...วันพรุ่งนี้จะมาว่าต่อเรื่องผู้ประกาศข่าว ว่าใครคือ ดาวเด่น - มาแรงที่สุดในวงการทีวีตอนนี้ ...แล้วพบกันครับ♦
30 มิย. 2551