ในภาวะเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ ลูกค้าที่จะโฆษณาสินค้าเลือกแล้วเลือกอีก สื่ออันดับ 1 คือ ทีวี..ในการตัดสินใจเลือกสื่อ ต้องอาศัยปัจจัยหลักคือ ความนิยมของประชาชนที่มีต่อสถานีโทรทัศน์นั้นๆ ช่อง 3-ช่อง 7 คือเป้าหมายหลักของลูกค้า
ปัจจุบันช่อง 7 กู้หน้ากลับมาแล้ว จากละครที่ทําเรทติ้งติดต่อกันหลายเรื่อง เอาชนะ “คู่แข่ง” ด้วยแนวละครที่เป็นของตัวเอง เป็นสไตล์ของช่อง 7 สีที่แท้จริง ไม่ได้หลงไปกับกระแส
ถือเป็นวิธีการที่ใครก็ทําไม่ได้ แต่ช่อง 7 สี ลองผิด-ลองถูกมาหลาย 10 ปี กว่าจะค้นพบในสิ่งที่ “ใช่” สําหรับละครของสถานี...แต่พักหลังๆ ละครของช่อง 7 สีจะเป๋ไปเป๋มา คือหนีออกจากกรอบที่เคยทํา จนทําให้ละครของสถานี ถูกสถานี “คู่แข่ง” อย่างช่อง 3 แซงหน้าไปในบางโอกาส
ชัดเจนที่สุดสําหรับแนวทางของละคร 7 สี คือเรื่อง “ดาวเปื้อนดิน” ที่โกยเรทติ้งได้อย่างถล่มทลาย...แนวละคร ไม่ว่าจะเป็นบท ดารานักแสดง และการเดินเรื่อง เป็นละครสูตรของสถานีที่แท้จริง
ระยะหลังๆ ช่อง 3 เรียกเรทติ้งแซงหน้าละครของช่อง 7 ได้ ไม่ใช่ว่า ผู้จัดฯ หรือผู้กํากับ เก่งกว่าคนของช่อง 7 สี หรือ ดารานักแสดงได้รับความนิยมมากกว่า...ถ้าเทียบสถานีต่อสถานี ช่อง 7 สี “เหนือกว่า” ด้วยซ้ำ
ที่ผ่านมา ละครของช่อง 7 ดาวน์ลงก็เพราะ หนีจากตัวเอง จนขาดรสชาติของการเป็นละครของสถานีที่แท้จริง...เหมือนกับคนเราที่ใส่เสื้อม่อฮ่อมจนคนชินตา ถ้าเป็นคนนี้แล้วจะต้องใส่เสื้อแบบนี้ แต่วันหนึ่งกลับมาใส่สูทผูกไท คนอาจทักผิดทักถูก เพราะไม่เคยเห็นการแต่งตัวแบบนี้มาก่อน
ละครก็เหมือนกัน ความสําเร็จส่วนหนึ่งก็มาจาก “รสนิยม” ที่มีส่วนผูกพันอยู่กับสถานี ปกติทําละครแนวเปรี้ยวจี๊ด แต่วันหนึ่งทําละครแนวหวานแหวว ยังไงก็ไม่ใช่ “รสนิยม” ที่เคยเป็นมาในอดีต
วันนี้ช่อง 7 สี กลับตัวทัน หันมาเน้นละครในสไตล์ของตัวเอง เน้นแบบเนื้อ โฟกัสให้ตรงจุด เลยทําให้เรทติ้งละครของช่อง 7 ขยับอย่างต่อเนื่อง แทบจะเรียกได้ว่า “ชนะคู่แข่ง” ทุกกระดาน
ย้อนมาพูดถึง “ดาวเปื้อนดิน” ทําไมจึงเป็นละครในสไตล์ และแบบฉบับของช่อง 7 สี ที่แท้จริง...“ดาวเปื้อนดิน” ไม่ใช่ละครเยิ่นเย้อแบบพ่อแง่-แม่งอน งอนกันไปงอนกันมาตั้งแต่ต้นเรื่อง กว่าจะมาลงเอยกันได้ก็ปาเข้าค่อนเรื่อง หรือ จบเรื่อง
แต่บทของ “ดาวเปื้อนดิน” เข้มข้นทุกตอน เน้นสไตล์ของช่องจริงๆ ปากว่ามือถึง มึงมาพาโวย ไม่ต้องทําตัวแบบเจี๋ยมๆ จะเอายังไงก็ไม่เอายังไงเสียที
แฟนประจําของละครช่อง 7 สี ที่เหนียวแน่นอยู่กับสถานีมาตลอด และยาวนาน ก็เพราะดูละครของช่อง 7 สีแล้ว ได้ความสะใจ ได้อารมณ์ ซึ่งสถานีจะต้องรักษาตรงนี้เอาไว้
ช่อง 7 สีมีดาราดังๆ ที่ได้รับความนิยมอยู่แยะ...แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ศักยภาพของดาราเหล่านี้อย่างเต็มที่ แล้วไปหลงประเด็น เข็นดารา หน้าใหม่ๆ อัดลงจออยู่เรื่อย
การนําดาราระดับเกรดเอของสถานีมาประกบกันอย่าง “วรนุช วงษ์สวรรค์” กับ “ชมพู่-อารยา” ซึ่งมีสถานะเป็น “นางเอก” ด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกต่อไป แต่กลับเป็นแนวทางที่สามารถสร้างเรทติ้ง ให้กับละครได้อย่างดี
ผู้บริหารสถานีจะต้องไม่หลงประเด็น หรือ รําคาญว่าดาราใหญ่ที่เป็น “หน้าตา” ของสถานี ติดต่อไปแล้วไม่มีคิวให้...เลยไปจับเอาดาราใหม่ๆเข้ามาเล่นแทน...บทเรียนจากการความรําคาญเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาให้สถานีได้เห็นแล้วว่า ยังไงๆ ก็ไม่สามารถจะโกยเรทติ้งได้ดั่งใจปรารถนา
ดาราทุกคนอยากมีงานแสดงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นดาราระดับไหน?...เพียงแต่สถานีจะต้องให้ความสําคัญกับเขา ให้บทที่ดี ไม่ใช่ส่งมาฆ่าคาจอ
“ชมพู่-อารยา” ไม่บ่นซักคําที่ได้รับบทร้ายใน “ดาวเปื้อนดิน” แม้ว่า “นุ่น-วรนุช” จะถูกวางให้เป็นนางเอก...แต่ดาราทุกคนถูกเฉลี่ยบท เฉลี่ยการแสดงใน “ดาวเปื้อนดิน” ได้อย่างลงตัว ผลสะท้อนออกมาจึงไม่มีใครเหนือใคร?
ถ้าสถานีจะปั้นเด็กหน้าใหม่ ก็ควรจะเป็น “บทเสริม” จับมาเป็นคู่ เพื่อสร้างประสบการณ์ และ จุดกระแสความนิยมจากคนดู
ไม่ใช่ว่าจะจับส่งลงมาเป็น “ตัวเอก”...ซึ่งละครหลายๆ เรื่องของช่อง 7 สีในระยะหลังๆ มักจะทํากันแบบนี้ ทํากันแบบ “มักง่าย” เกินไป...โดยไม่ได้มองว่ารูปแบบละครของสถานี เป็นแนวไหน?
ละครช่อง 3 ที่ตีตื้นขึ้นมา จนสามารถสร้างเรทติ้งให้กับสถานีได้ ก็เพราะเขาไม่ได้ห่วงว่าดารารุ่นใหม่ๆ จะเกิดหรือไม่เกิด...ในเมื่อจังหวะไม่ให้ ประสบการณ์ ยังไม่แข็งแกร่งพอ ก็จับลงมาเป็นดาราในระดับรองๆ
ส่วนดาราที่เป็นตัวชูโรง จะเน้นดาราระดับแม่เหล็ก ของสถานีอย่าง เคน-ธีรเดช, แอน ทองประสม, อั้ม-อธิชาติ ฯลฯ
“ดาวเปื้อนดิน” ที่ประสบความสําเร็จ จนกลายเป็นละครแชมป์ประเทศ ก็เพราะเดินตามสไตล์ของละคร 7 สี...ขอให้ยึดแนวทางของตัวเองที่ชัดเจนแบบนี้ตลอดไป♦
12 มิย. 2551