แต่ถ้าจะให้ดีและซึมซับกว่านี้ง่ายๆ เลย แค่มองเห็นการบวชพระ , พราหมณ์ , ห่มขาวถือศีล ก็พอจะนึกออกกันบ้าง
สำหรับบทเรียนทางธรรมะ ที่จะพาไปทัศนากันวันนี้ คงต้องบอกว่าแค่เรื่องเล็กๆ ในสังคมกรุงเทพฯ แต่ถ้าเป็นชนบทเมืองเล็กๆ ในแต่ภูมิภาคนะ ต้องบอกว่าถือเป็น”ใหญ่” โตมโหฬารมากๆ ยิ่งไปกว่านั้น
จำพวกงานบุญอย่างนี้นะ ยิ่งแล้วใหญ่บ้านไหนใคร มีงานบุญก็แห่กันมาจนบางบ้านที่ดูใหญ่โตโอฬารเล็กลงไปถนัดตาเชียวล่ะ
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สำหรับสไตล์และประเภทนี้ต้องออกตัวว่า ถ้าใครเคยได้ดู “ศรีธนชัย” คงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ความเจ้าเล่ห์และแสนกล ที่ผ่าน ๆ มาหรืออ่านมากันจนปรุก็น่าจะรู้
ตัวหนังและการดำเนินเรื่อง คงไม่ต้องบอกอะไรมากนัก เพราะว่าถ้าใครเคยเชื่อมือถือของผู้กำกับคนนี้ จาก “6 ตายท้าตาย” ก็คงจะโล่งไปหนึ่งเปราะเกี่ยวกับการดำเนินงานกำกับ, และพูดถึงในแง่ของบทบาทที่จะพาตัวหนังให้ไปได้ไกลและตลอดรอดฝั่ง
บางคนเกิดเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงคือ การดำเนินเรื่องของบท (ในหนัง) ที่บางทีฆ่าหนังตายไปเลยก็มี แต่เรื่องนี้ไม่ ยิ่งความน่ารักน่าชังของเหล่า เด็กๆ และสามเณร ในหนังเรื่องนี้ยิ่งทำให้ บางจุดที่อาจะเห็นข้อด้อยบ้าง ก็สามารถลบเลือนไปได้โดยที่ไม่ต้องมานั่งคิดให้ปวดสมอง
ส่วนตัวแล้ว อารมณ์ของหนังแบบนี้ต้องบอกว่า ทำยากทีเดียว และเหนื่อยมากๆ กับการที่ต้องจับปูใส่กระด้ง ยิ่งไปปกว่านั้นเด็กๆ แต่ละคนก็มีความดื้ออยู่ในตัว และอารมณ์ของเด็กๆ ที่ขอสนุกไปวันๆ อยู่ในตัวเพียบ
แต่ทางทีมงานและผู้กำกับ รวมไปถึงคนที่คอยดูแลก็พาอุปสรรค์เหล่านั้นผ่านพ้นไปได้อย่างดีไม่มีที่ติ (เดี๋ยวจะหาว่าชมมากเกินไปอีก)
อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะพาให้หนังผ่านไปฉลุยและคนดูอมยิ้มจริงๆ คือตัวละครที่เป็นชาวบ้าน และพระอาจารย์รายล้อม ที่น่ารักและดูแล้วน่าเชื่อถือทีเดียว
โดยเฉพาะ “หลวงพี่ใบบุญ” นั้นคงจะเป็นที่จับตาดูอยู่ไม่น้อย เพราะด้วย “รัศมี” ของเขาในช่วงแรกๆ พอบอกจากเวที AF เหรอ, เขาเป็นใครล่ะ , และจะแสดงได้เหรอ มันเป็นปัญหาที่ตามมาติดๆ ของคนที่ยังไม่รู้จักเขาสักที และตอนนั้นก็ไม่อาจจะทำให้คนเชื่อได้สนิทใจกับการแสดง แต่พอได้สวมบทของ “พระ” แล้วต้องบอกว่า “หลวงพี่ใบบุญ” สามารถชนะใจคนดูได้ดีในระดับที่น่าพอใจมากๆ
ภาพรวมของหนังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนดูในยามนี้ที่จะมีหนังน่าสนใจสักเรื่องให้ได้ชมกัน