เพราะลักษณะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นเติบโตช้า
ระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ ต่อมาก็จะมีเลือดออก บางครั้งตรวจไม่เจอ เพราะมีเลือดออกนิดหน่อย แพทย์ต้องอาศัยการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ ผู้ป่วยบางคนจะมีเลือดสดให้เห็นก็จะแยกจากริดสีดวงทวาร หรือบางคนก็จะเป็นทั้งสองอย่าง ซึ่งจะทำให้ผิดพลาดทางการวินิจฉัยได้
นอกจากนั้น การเสียเลือดไปเรื่อยๆ ก็จะมีอาการโลหิตจางหรือซีด โดยไม่ทราบสาเหตุ ในกรณีนี้ต้องระวังการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่อยู่ทางด้านขวา ซึ่งมีรูลำไส้ใหญ่ ก็จะแฝงอยู่โดยไม่มีอาการได้
คนที่เป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่”มักจะแสดงอาการดังนี้ค่ะ
ผู้ป่วยจะมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ ลำไส้อุดตัน เนื่องจากมะเร็งกินเข้าไปมาก เมื่อมะเร็งแพร่กระจายของโรค เช่น ไปที่ตับ ก็จะมีอาการปวดท้อง ตับโตถ้าไปที่ปวดก็จะมีอาการเหนื่อย หากมีอาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุก็ต้องระวังมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดเฉพาะในวัยกลางคนค่ะ
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้นั้น ประมาณร้อยละ 5-15 เกิดจากพันธุกรรม เพราะโรคบางอย่างทางพันธุกรรมทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของการบริโภค สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เช่นไม่รับประทานผักและผลไม้ แต่รับประทานเนื้อแดง และไขมันมาก โดยเฉพาะในผู้ที่ตัดถุงน้ำดีทิ้งก็เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง
ถ้าเป็นมากๆ น้ำหนักจะลด ผอมลง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบ แพทย์จะชักประวัติตรวจร่างกาย ดูความเสี่ยง อาจตรวจโดยเอานิ้วล้วงก้นว่ามีก้อนที่ลำไส้ใหญ่ตอนปลายหรือไม่ เพราะร้อยละ 70 ของมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนท้าย
เราสามารถลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดังนี้ค่ะ
หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ใช้ชีวิตอย่างมีอนามัย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด
ส่วนผู้ที่มีวัย 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นประจำทุก 5-10 ปี นอกจากนั้นการเลือกรับประทานอาหารก็มีส่วนสำคัญ ควรเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงให้น้อยลง
หันมารับประทานธัญพืชไม่ขัดสี ปลา ผัก และผลไม้ให้มากๆ รวมทั้งอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่น โยเกิร์ต และนมเปรี้ยวค่ะ