แต่ความร้ายกาจของมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสตับอักเสบเอ และบีเลย
พบว่าร้อยละ 1-2 ของประชากรในประเทศไทยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังและพบได้บ่อยมากขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ นั่นหมายถึงคนประมาณ 1 ล้านคนที่อยู่รอบตัวเราป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี
จากการศึกษาระบาดวิทยาพบว่าในประเทศต่างๆ ทั้งยุโรปอเมริกา และเอเซีย การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งในการเกิดมะเร็งตับ ร้อยละ 20-25 ของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จะมีการดำเนินโรคจนเกิดตับแข็งภายใน 20 ปี ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแล้ว มีโอกาสเกิดมะเร็งตับ
ไวรัสตับอักเสบซี เป็นอาร์เอ็นไวรัส (RNA Virus) การติดต่อที่สำคัญ คือ
- การได้รับเลือด หรือส่วนประกอบของเลือดที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
- จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- การสักหรือฝังเข็ม หรือใช้ใบมีดโกนร่วมกัน
- การเจาะหูโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด
สำหรับการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดต่อจากมารดาไปสู่ทารกและการติดต่อในครอบครัวพบได้น้อยมาก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ โดยมากตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพทั่วไป หรือตรวจพบก่อนการบริจาคเลือด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง แต่จะตรวจพบการทำงานที่ผิดปกติของตับ คือ ระดับเอนไซน์ตับ (SGOT หรือ AST และ SGPT หรือ ALT) สูงผิดปกติ ทำให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้ เมื่อมีการอักเสบของตับเป็นเวลานานเซลล์ตับถูกทำลายมากๆ จะทำให้ตับเสื่อมสภาพและเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับในที่สุด
การรักษา
ภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสซี มีการดำเนินโรคบางรายอาจช้ามากใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเป็นตับแข็ง แต่บางรายอาจใช้เวลาเพียง 5-20 ปีเท่านั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสซีสมควรได้รับการรักษาอย่างไร ซึ่งยาที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ยาฉีด อินเตอร์เฟอรอน แอลฟ่าทูบี (ขนาด 3 ล้านยูนิต ฉีดสัปดาห์ละ 3 เข็ม) ร่วมกับการรับประทานยาไรบาไวรินทุกวันเป็นเวลา 24-48 สัปดาห์ การรักษาดังกล่าวมีการตอบสนองร้อยละ 60 โดยทำให้การอักเสบของตับลดลง พร้อมกับการตรวจไม่พบไวรัสตับอักเสบซี แม้จะหยุดยาแล้วอย่างน้อย 24 สัปดาห์ ซึ่งอาจเรียกว่าหายขาดได้ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก เมื่อตรวจไม่พบเชื้อไวรัสตับอักเสบซีหลังหยุดยาไปแล้ว 24สัปดาห์
สำหรับการป้องกันโรคนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น,หลีกเลี่ยงการได้รับเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือดโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะเลือดที่ไม่ได้ตรวจกรองหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี,เลี่ยงการเสพยาเสพติดชนิดฉีด
และผู้ที่มีประวัติได้รับเลือดมาเกิน 10ปี หรือมีการทำงานของตับผิดปกติ ควรให้แพทย์ประเมิน เพื่อการดูแลที่เหมาะสมค่ะ