เวิลด์เอ็กซ์โป คืออภิมหางานโชว์ ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกอยากจะมี "โอกาส " ได้จัดงานนี้เพราะมีแต่ "ได้ " กับ "ได้ "
อย่างแรก นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางไปชมงาน แต่ละคนใช่ว่าจะไปตัวเปล่าเล่าเปลือย ต้องกิน ต้องใช้ ทิ้งเงินไว้ในประเทศที่เป็นเจ้าภาพหัวละเฉียดแสนบาท
อย่างที่สอง เป็นการโปรโมทประเทศไปในตัว จากที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ผลพลอยได้จากงานนี้จะตามมาเป็นพรวน เอาแค่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีไม่กี่ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ยังทําให้แอฟริกาใต้ดังเป็นพลุแตก
ปีนี้จีนจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่ มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมงาน 100 กว่าประเทศ ประมาณว่า มากกว่าทุกครั้งที่เคยจัดมา ดังนั้นไม่ต้องนึกถึงพื้นที่การจัดงานว่าจะมหาศาลขนาดไหน?
แต่ละพาวิลเลี่ยนของทุกประเทศ คนแน่นเอี้ยด เข้าคิวกัน ยาวเหยียด แม้แต่ประเทศเล็กๆ ไม่ค่อยจะรู้จักชื่อแซ่กันเท่าไหร่แถวยาวเกือบกิโลฯ
ส่วนพาวิลเลี่ยนประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ในฐานะเจ้าภาพ สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, เยอรมนี ฯลฯ ถ้าใจไม่แข็งพอ หมดสิทธิ์เข้าไปข้างใน เพราะคนยืนรอคิวยาว 3-4 กิโลเมตร เป็นอย่างต่ำ
ผมกะว่าจะเข้าไปดูพาวิลเลี่ยนของประเทศจีนหน่อยในฐานะเจ้าภาพ ไหนๆ ก็มาเหยียบเมืองเขาแล้ว แต่พอเห็นคนยืนรอคิว แทบเข่าอ่อน คนแยะๆ จริง ถ้ายืนรอคิวบ่ายโมง 1 ทุ่มจะได้เข้าไปข้างในหรือเปล่าไม่รู้?
หมดหวังจากพาวิลเลี่ยนจีน เลยหลบฉากไปที่สหรัฐฯ ซึ่งเจ้าภาพก็ช่างใจดีเหลือเกิน คือจัดเอาไว้คนละโซนตั้งอยู่คนละขอบจีนตั้งอยู่ชายขอบอีกด้าน สหรัฐฯ ก็อยู่ปลายขอบตรงกันข้าม คั่นกลางด้วยประเทศต่างๆ แม้จะมีรถเมล์ปรับอากาศรับ-ส่งฟรี ด้วยความดื้อคิดว่าอีกไม่กี่อึดใจคงจะเดินถึง เอาเข้าจริง กิโลแม้วครับ!! เดินจนเข่าทรุด แถมมีฝนตกปรอยๆ ไม่ต่างจากหมาเปียกน้ำ สุดท้ายก็แห้วอีกตามเคย
สอบถามไกด์ที่นําทาง เขาบอกว่า เป็นอย่างนี้ทุกวัน นั่นคือแน่นทุกวัน เอาแค่คนจีนที่มาดูงานนี้ก็ทะลุเป้าแล้ว ยังไม่นับรวมคนชาติอื่นจากทุกสารทิศทั่วโลก ที่มีเป้าหมายเดียวกัน จนกลายเป็น "ความสําเร็จ" ที่คุ้มค่ากับการลงทุนหลายเท่าตัว
ส่วนพาวิลเลี่ยนไทย ซึ่งเข้าง่ายหน่อย เพราะเขาจะมีช่องทางพิเศษสําหรับคนไทย เลยไม่ต้องเข้าคิวรอ และคิดว่าแต่ละประเทศ ก็คงเป็นอย่างนี้ คือให้เกียรติคนชาติเดียวกัน
ภายในพาวิลเลี่ยนไทย จะจัดแสดงไว้ 3 ห้อง เซ็ทแรกเป็นเรื่องแสงสีเสียงบ่งบอกความผูกพันระหว่างคนไทยกับสายน้ำ ห้องที่ 2 บอกเล่าความสัมพันธ์ไทย-จีน ส่วนห้องที่ 3 ถือเป็นทีเด็ด ที่สะท้อนถึงการเป็น "สยามเมืองยิ้ม "
ทุกคนที่เข้าไปดู เจ้าหน้าที่จะแจกแว่น 4 มิติ คือไม่เห็นเฉพาะภาพที่มีความลึก กว้าง ยาว แต่ยังเป็นภาพที่เสมือนว่าสัมผัสได้ แถมตอนที่เล่าถึงวันสงกรานต์ที่มีดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ ยังมีกลิ่นหอมของดอกมะลิลอยมาเตะจมูก พอมีภาพฝนตก ก็มีเม็ดฝนจริงๆ โปรยลงมาใส่หัว เรียกเสียงอื้อฮือและเสียงปรบมือจากคนดูดังลั่นห้อง ถ้าให้คะแนนความสําเร็จของไทยกับงานเอ็กซ์โปคราวนี้ ผมให้เต็ม 10
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยด้วยกันแล้วล่ะ จะเก็บเกี่ยวความสําเร็จครั้งนี้ มา "ต่อยอด " ให้กับประเทศได้อย่างไร? เพราะตอนนี้มีข่าว แยกเขี้ยว ส่งเสียงคํารามแฮ่ๆ ใส่กันอยู่ ความฝันที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปี 2020 คืออีก 10 ปีข้างหน้า แต่ถ้าบรรยากาศเป็นแบบนี้ ฝันน่ะฝันได้ แต่ความจริงคงอีกยาวนาน?
ช่วงที่ผมไปจีนตรงกับวันที่ 9 เดือน 9 พอดี ซึ่งเป็นวันครบรอบ 5 ปีหนังสือพิมพ์ daradaily เลยไม่ได้อยู่ต้อนรับ ดารา-ผู้จัดฯ รวมทั้ง พีอาร์จากค่ายต่างๆ ที่จํากันได้ ทยอยกันเข้ามาอวยพรที่สํานักงาน ปีนี้อาจจะไม่มีข้าวปลาอาหารเลี้ยง เพราะไม่อยากรบกวนใคร ยังไงๆ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่คนเราคบกันด้วย "น้ำใจ" มั่นคงและยั่งยืนมากกว่าเหตุผลใดๆ
daradaily เล่มที่แล้ว ซึ่งเป็นฉบับครบรอบปีที่ 5 และก้าวสู่ปีที่ 6 เนื้อหาอาจจะน้อยไปหน่อย เพราะถูก "น้ำใจ " จากผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ผู้จัดรายการ ผู้จัดละคร รวมทั้งผู้มีอุปการคุณ สนับสนุนแอดโฆษณา เลยเบียดพื้นที่ข่าวไปหน่อย 1 ปีมีครั้งเดียว คิดว่าผู้อ่านคงจะไม่ว่ากัน!!
ทุกสังคมย่อมมี "ได้" และ "เสีย" ไม่ต่างจากสุภาษิตโบราณที่ว่าเอาไว้ น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ใครที่เอาแต่ "ได้" อย่างเดียว โดยไม่ยอม "เสีย" ประมาณว่า ได้เอา ไม่ได้หนี รวยไปก็เปล่าประโยชน์ คนที่ "เคยได้" จนเคยชิน โดยไม่ "ยอมเสีย" คนแล้งน้ำใจแบบนี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นคนโดดเดี่ยว มีผู้จัดฯหลายราย รู้ๆ กันอยู่ว่า อยู่ในฐานะอู้ฟู่ แต่เวลาจะ "เสีย" บ้างกลับตอบไม่มีงบแต่เวลาฝากข่าวขยันส่งจัง ผมไม่โกรธ ไม่อาฆาตแค้นใคร..แต่ก็จําไม่ลืม!! ♦
23 กย. 2553