ในฐานะผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ รวมทั้งทําหน้าที่เป็นพิธีกร รายการสมุดโคจร และรายการสารคดีที่มีชื่อว่า "พินิจนคร "
รายการสารคดี ทางช่องไทยพีบีเอส เป็นรายการที่เราเทียบอดีตกับปัจจุบัน คือแนวความคิดมันเกิดจากการที่เราได้ไปเห็นสถาปัตยกรรมต่างๆ คือผมทํารายการสมุดโคจรมาก็เดินทางไปถ่ายรายการมาในหลายๆ ประเทศ ก็ทําให้ได้เห็นว่าในต่างประเทศเขามีการดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม โบราณสถาน หรือพิพิธภัณฑ์อะไรต่างๆ ให้มันดูดี ผมก็ได้มีโอกาสไปพูดคุยก็ทําให้ได้ทราบว่าเขาให้ความสําคัญเรื่องพวกนี้ค่อนข้างมาก เพื่อให้เด็กเกิดความผูกพันและรักและหวงแหน แต่พอกลับมามองของเราสิ่งเหล่านี้มันไม่มีเลยนะ
ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้คือแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาเที่ยวบ้านเรา มาชื่นชมสถานที่หรือย่านชุมชนต่างๆ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจ เราก็เลยคิดว่าเราทํารายการแบบนี้ขึ้นมาดีกว่า เพื่อที่จะปลูกจิตสํานึกว่าคนไทยจริงๆ แล้วมีสถานที่ มีอะไรมากมาย เพราะในภูมิภาคนี้ทั้งหมดผมเชื่อว่าไม่มีใครหลากหลายเท่าเมืองไทยอีกแล้ว พอเราทําไปก็เริ่มอินเข้าไปเรื่อยๆ ได้รู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์
ถึงแม้รายการพินิจนคร จะเป็นรายการสารคดีลึกๆ ค่อนข้างที่จะจริงจังหนักแน่น แต่วิธีการเล่าของเราก็จะเล่าให้มันบางมากขึ้น เพื่อให้คนทั่วไป ประชาชนทั่วไปหันกลับมาดูงานที่เป็นสารคดีที่ดูเข้าใจง่าย โดยที่มีเรื่องราวของกราฟฟิก เรื่องราวที่ทันสมัย แล้วช่วงเวลาที่ออกอากาศก็ 21.10 น.
จริงๆ แล้วรายการนี้เคยทํา ลองออกอากาศไปเมื่อต้นปี แล้วก็มีฟีดแบ็คกลับมาค่อนข้างจะดีมากๆ มีโรงเรียนต่างๆ ติดต่อเข้ามาขอแผ่นเพื่อไปใช้ในการศึกษา และอยากให้เราทํารายการนี้ต่อ
ซึ่งผมว่ามันเป็นรายการที่ไม่ใช่ว่าจะทําได้ง่ายๆ มันเป็นรายการที่ต้องทําข้อมูลซึ่งค่อนข้างจะยากพอสมควร แล้วก็ต้องใช้ทีมงานในเรื่องของการทําข้อมูลค่อนข้างมากถึง 14 คน เรียกว่าต้องทุ่มเทมากในการทําเทปแต่ละเทป ต้องมีทั้งการหาข้อมูล ต้องทํารีเสิร์ทกับคนในชุมชน ต้องมีการสอบถามอาจารย์นักวิชาการต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวของประวัติศาสตร์มันก็ไม่ได้นิ่งซะทีเดียว ซึ่งเป็นอุปสรรคมากๆ เราจึงต้องมีการเชิญนักวิชาการแต่ละคนมาเล่าให้ฟัง
ทํารายการอย่างนี้เรียนตรงๆ เลยว่าต้นทุนสูงมาก อย่างสถานีก็จะมีงบประมาณหนึ่ง ผมก็จะต้องเรียกว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ต้องทําการผลิตไปเลย เพราะว่าทํารายการอย่างนี้มันไม่ได้หวังที่กําไร อันนี้คือทําเพื่ออย่างแรกสนอง Need ของตัวเอง แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือผมว่ามันเป็นความภาคภูมิใจ เพราะสิ่งต่างๆ ที่ผมเล่าไปในรายการสิ่งเหล่านี้มันสูญหายทุกวัน ถ้ามองว่าตึกเก่าๆ ที่เคยมีอยู่ต่อไปก็อาจจะถูกเปลี่ยนไป อย่างเปลี่ยนใหม่ใส่กระจกเข้าไปให้มันโมเดิร์น แต่นั่นมันคือการทําลายสถาปัตยกรรมไปโดยไม่รู้ตัว
ผมจึงอยากจะบอกคนไทยว่าเรากลับมาใส่ใจความเป็นตัวเองกันมากขึ้นดีกว่าไหม อย่างตัวผมเองพอทํารายการนี้พอทําเข้าไปลึกๆ แล้วก็ทําให้รู้สึกหวงแหนและรักขึ้นมา อย่างในเรื่องของโบราณสถานนั้นในเรื่องของงบประมาณของรัฐบาลอย่างเดียวมันไม่พอหรอก ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากเรียกร้องให้ภาคเอกชนหรือองค์กรใหญ่เข้ามา หันมาใส่ใจเข้ามาดูแล ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจด้วยซ้ำ
เป้าหมายในการทํางานก็คือเราอยากจะผลิตรายการโทรทัศน์ให้มันดีมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็คงไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องมีรายการมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเราทําแล้วได้รับการตอบรับที่ดี มีฟีดแบ็คที่ดีมันก็เป็นความสุขแล้วในเรื่องของการทํางาน
เพราะจริงๆ นอกจากส่วนของงานผลิตรายการโทรทัศน์แล้ว ก็ยังมีอีเว้นท์ที่ทําอยู่ด้วย มีในส่วนของแมเนจเม้นท์ ซึ่งจริงๆ แล้วผมทําค่อนข้างจะหลากหลาย ตอนนี้ก็ยังทําในเรื่องของหมู่บ้านจัดสรรชื่อธาราดี อยู่ตรงพระราม 5 เพราะครอบครัวของภรรยาทําธุรกิจทางด้านนี้มา เราก็เลยมาเริ่มลองดู ก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง
การปลูกบ้านให้คนอยู่ผมว่ามันสนุกดีนะ ตอนนี้ก็เริ่มขายแล้ว บ้านก็เสร็จไปบ้างแล้ว แต่เรายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการซึ่งก็คงจะเร็วๆ นี้" ♦
4 พย. 2552